WACTH MOVIES
100 หนังดีที่บล็อกเกอร์แนะนำ จัดโดย 30 สุดยอดบล็อกเกอร์ของไทย
100 หนังดีที่ 30 สุดยอดบล็อกเกอร์ของไทยแนะนำ
 

หลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวเราเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เราได้เห็นเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จากที่เราต้องเฝ้ารอชมภาพยนตร์สักเรื่องตามตารางฉายผ่านโทรทัศน์สู่ระบบสตรีมมิ่งที่ให้เราเลือกดูภาพยนตร์ได้ตามต้องการ การจากไปของม้วนวิดีโอ การก้าวข้ามขีดจำกัดของการชมภาพยนตร์ผ่านแผ่นวีซีดีและดีวีดีด้วยระบบสตรีมมิ่ง ถึงแม้หลายสิ่งจะเปลี่ยนแต่เราเชื่อมาโดยตลอดว่าไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนแต่หนังดีจะยังคงคุณค่าของมันไม่ว่าจะชมเมื่อไรก็ตาม

ด้วยความเชื่อเช่นนี้ HOLLYWOOD HDTV จึงได้เชิญบล็อกเกอร์หนังจำนวน 30 ท่านมาร่วมกันโหวตคัดเลือกและเขียนแนะนำหนังดีจำนวน 100 เรื่อง จากหลายพันเรื่องให้ผู้อ่านทุกท่านได้สัมผัสถึงคุณค่าของหนังดีผ่านมุมมองของแต่ละท่าน ด้วยความมุ่งหวังว่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้อ่านที่สนใจภาพยนตร์ เพราะเราเชื่อว่าโลกใบนี้ยังมีหนังดีจำนวนมากรอให้คุณค้นพบและหยิบมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนรอบตัว

ชมหนังดีทั้ง 100 เรื่องนี้ได้ทันทีที่ HOLLYWOOD HDTV เพียง 199 บาทเท่านั้น

ถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มกันเลยครับ


100
Iron Man โดย We Love Movie Club
ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นหนังเปิดตัวซูเปอร์ฮีโร่ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยมีการสร้างมา ทั้งยังควบตำแหน่งหลักไมล์แรกที่สำคัญของอาณาจักรหนังซูเปอร์ฮีโร่ค่าย Marvel Studios บนจอภาพยนตร์อันยิ่งใหญ่ในปัจจุบันนี้ ผู้กำกับ Jon Favreau นำเสนอเรื่องราวของมหาเศรษฐีพันล้านที่ไม่ได้มีพลังวิเศษ แต่กลายมาเป็นฮีโร่ภายใต้ชุดเกราะเหล็กรายนี้ โดยใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ ผสมกับสเปเชีบลเอฟเฟคขั้นเทพที่เนรมิตฉากแอคชั่นได้อย่างถึงใจกับอารมณ์ขันกวนๆที่ผสมกันลงตัว โดยอีกองค์ประกอบที่ช่วยให้หนังประสบความสำเร็จก็คงไม่พ้นการแสดงของ Robert Downey Jr. ที่สวมบท Tony Stark ได้ยียวนกวนประสาทชนิดได้โล่ จนกลายเป็นบทบาทที่จะจำติดตาคอหนังยุคใหม่ไปอีกนาน ทั้งนี่ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนังที่ริเริ่มฉากแถมท้าย End Credits จนกลายมาเป็น ‘ธรรมเนียม’ ของหนังค่าย Marvel Studios ยุคนี้ไปเรียบร้อยแล้วอีกด้วย
99
The Curious Case of Benjamin Button
โดย วิจารณ์ภาพยนตร์
แม้เหล่าแฟนหนังเดนตายของเดวิด ฟินเชอร์ จะบ่นอุบว่าหนังเรื่องนี้เหมือนไม่ใช่หนังของฟินเชอร์เองก็ตาม เพราะขาดเอกลักษณ์ในความนัวร์ ที่สืบเสาะเข้าไปสู่จิตใจห้วงลึกของตัวละคร เหมือนหนังหลายเรื่องของเขาที่ผ่านมา แต่หากปาดสายตาข้ามเอกลักษณ์ข้อนี้ไป หนังเรื่อง Benjamin Button ยังถูกจัดเป็นหน้าเป็นตาของฟินเชอร์ ที่ทำให้ออสการ์ต้องหันมามอง โดยตัวหนังเข้าชิงออสการ์ไปอย่างท่วมท้นถึง 13 สาขา ด้วยเรื่องราวดั่งเทพนิยายของเบนจามิน บัตตั้น ที่เกิดมาด้วยรูปลักษณ์เหี่ยวย่นคล้ายคนแก่ ก่อนจะค่อยๆเด็กลง แต่เหนืออื่นใดหนังมีโมเมนต์ความรักที่สำคัญมากๆ ระหว่าง เบนจามิน และ ไดซี่ ซึ่งพลัดพรากจากกันตลอดทั้งเรื่อง อีกทั้งรูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จากการเติบโตที่สวนทางกัน ก่อนจะมีช่วงหนึ่งของชีวิตที่ริ้วรอยแห่งวัยของคนทั้งคู่เดินทางมาบรรจบกันพอดิบพอดี และนั่นเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ จนกลายเป็นหนังประทับใจได้ไม่ยากเย็นเท่าไหร่นัก
98
Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ
โดย STW Movie Style : Thailand
อย่างชื่อเรื่องของหนังนั่นแหละ ในทั้งสามตอนหนังเองมีตัวแทนของความรัก ความสุข และความทรงจำอยู่ในทุกๆตอน โดยไกล่เกลี่ยสัดส่วนด้วยมุมมองของช่วงวัยที่ต่างกันออกไป ไล่เรียงไปตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น วัยทำงาน จนไปถึงวัยบั้นปลายของชีวิตที่ต้องใช้ชีวิตเพียงลำพัง เท่ากับว่าหนังเองกำลังเล่าเรื่องราวก่อนที่เราจะสานสัมพันธ์กับมนุษย์ผู้อื่น ขณะที่เราเริ่มจะสานสัมพันธ์ จนวันหนึ่งที่เราสานสัมพันธ์กันมานานมาก และถึงเวลาที่เราจะเรียนรู้ที่จะแยกทางกันไป ซึ่งต้องยอมรับว่าผู้กำกับอย่าง 'มะเดี่ยว' เองวางโครงเรื่องทั้งสามส่วนเอาไว้ได้อย่างดีมาก ซึ่งพอเล่าเรื่องออกมาแล้วเราพบว่าหนังเองมันก็มีความพอดีในการเล่าเรื่องค่อนข้างมาก มันมีความอิ่มพอดีของอารมณ์ และเรื่องราว ก่อนที่หนังเรื่องถัดไปมันจะล้นจนเกินงาม

นี่จึงเป็นหนังที่พูดถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ในแต่ล่ะช่วงวัยได้อย่างยอดเยี่ยม มันคือการเรียนรู้ และเข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง
97
Crimson Tide โดย Movie Navigator
ผลงานเรื่องเด่นของผู้กำกับ Tony Scott ที่จับเอา Denzel Washington มาเจอกับ Gene Hackman ในเรือดำน้ำที่ปฏิบัติภารกิจในช่วงหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกลับเป็นความขัดแย้งภายในของฝ่ายเดียวกันเอง

หนังจำลองให้เห็นถึงอิทธิพลของความไม่รู้ที่ก่อให้เกิดความกลัว แล้วจากนั้นมันจะแยกคนเป็น 2 ฝ่าย

ด้วยการกำกับที่ขึงขังและการเชือดเฉือนบทอย่างเฉียบขาดของ 2 นักแสดงนำ ทำให้หนังเป็นความระทึกโดยไม่ต้องประเคนฉาก Action ใหญ่โตแต่ประการใด บทหนังบางส่วนถูกแก้ไขโดย Quentin Tarantino (แต่ไม่ได้รับเครดิต) ใครที่เป็นแฟนตัวยงก็สามารถทดสอบความเป็นแฟนพันธ์แท้ได้ด้วยการหาว่าฉากไหนคือฉากที่ถูกแก้ไข (ถ้าไม่ลุ้นไปกับหนังจนลืมไปซะก่อน) Crimson Tide
96
Ratatouille โดย โรงภาพยนตร์ที่ 3 ที่นั่ง E12
คุณจะรู้สึกยังไงถ้าหากวันหนึ่งได้รู้ว่าอาหารจานเด็ดจากร้านโปรดนั้นถูกรังสรรค์ขึ้นมาโดยสัตว์ตัวเล็กๆที่ว่ากันว่าแสนจะสกปรกอย่าง “หนู”

แน่นอนว่าถ้าคุณไม่เคยดู Ratatouille มาก่อนเชื่อเถอะว่าแทบจะร้อยทั้งร้อยย่อมต้องพากันไปฟ้องสคบ.รัวๆแล้วสั่งให้ทางการมาปิดร้านพร้อมแช่งชักหักกระดูกเจ้าของร้านไปเจ็ดแปดชั่วโคตรแน่ๆ แม้ว่าอันที่จริงแล้วอาหารที่ ”หนู” พวกนี้ทำขึ่นมามันจะอร่อยล้ำแถมอันที่จริงพวกมันก็อาจจะไม่ได้สกปรกอย่างที่พวกเราคิดกันด้วย

และสิ่งเหล่านั้นมันไม่ต่างอะไรกับอคติในใจเราเลยครับ เมื่อเราตั้งท่าจะเกลียดใครหรืออะไรไปแล้ว มันเป็นไปได้ยากมากที่จะยอมรับเขาหรือยอมรับผลงานของเขา ไม่ว่ามันจะดีงามปานใดก็ตาม ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่ว่าใครนั้นก็ต่างมีสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองและมีสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีอยู่แม้ว่าจะเป็นคนที่ตัวเล็กหรือถูกมองว่าไม่น่าชื่นชมขนาดไหนก็ตามและบางครั้งสิ่งที่พวกเขาขาดอยู่ก็แค่เพียง ”โอกาส” และสายตาที่ปราศจาก “อคติ” ก็เท่านั้นเอง

นอกเหนือจากความดีงามในสารที่หนังสามารถสื่อได้อย่างโดดเด่นทะลุความเป็นอนิเมชั่นเด็กน้อยและความสวยงามด้านภาพที่ชวนให้พุ่งไปตีตั๋วบินไปฝรั่งเศสมันแทบจะในทันทีแล้ว Ratatouille เองก็ยังเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ช่วยตอกย้ำให้ผมตระหนักได้เสมอว่า Pixar ช่วงพีคนี่มันเทพจริงๆให้ตายสิผับผ่า!
95
The Chaser โดย ชมรมคนวิจารณ์หนังไม่เป็น
เป็นหนังสืบสวนไล่ล่าที่มีความเป็น Memories of Murder ผสม I Saw the Devil ที่นำเสนอได้อย่างลุ้นระทึกและอึ้งไปกับฉากต่างๆที่เกาหลีสามารถหักหน้าคนดูได้จนสามารถอุทานเป็นคำหยาบประเภทอีเชี่ยอีซัสได้ในฉากๆนั้น ซึ่งนอกจากการนำเสนอเรื่องราวได้อย่างลุ้นระทึกจนติดเก้าอี้แล้ว นี่อาจจะเป็นหนังเกาหลีที่มีการพูดและเล่าถึงประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจอย่าง การทำงานของตำรวจเกาหลี (หรือทั่วโลก?) ที่มีการทำงานได้อย่างโหลยโท่ย จนโยงไปถึงความงี่เง่าของนักการเมืองเอง ทำให้หนังสืบสวนธรรมดามีการนำเสนอและวิพากษ์วิจารณ์สังคมได้อย่างไม่ธรรมดา จนคนดูเองสามารถนำไปคิดต่อกันเองว่า “มันยุติธรรมแล้วหรอ”
94
Tokyo Sonata โดย สมาคมนิยมหนังอินดี้
เกิดเป็นคนญี่ปุ่นนี่ยากแล้ว เกิดเป็นคนชั้นกลางญี่ปุ่นยิ่งยากกว่า นี่เป็นทั้งหนังดราม่า หนังครอบครัว และหนังสะท้อนปัญหาสังคมและเชิงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นได้อย่างน่าสนใจ ตั้งคำถามต่อค่านิยมหลายๆอย่าง เช่น ชายเป็นใหญ่, ดนตรี = ไม่มีกิน ฯลฯ และสภาวะที่ตึงจนเกินไป แม้กำลังเข้าตาจน ครอบครัวในโลกทุนนิยมมักมีสมาชิกเพียงไม่กี่คน แต่ทำไมมันช่างอึดอัดเสียยิ่งกว่าครอบครัวขนาดใหญ่สมัยก่อน? หนังสอนให้เรารู้จักการยอมรับความเป็นจริง และเปิดใจ หนังมีฉากจบที่ทรงพลังมากถึงมากที่สุด ระดับที่มั่นใจได้เลยว่า แม้เราจะลืมหนังไปทั้งเรื่องแล้ว ความรู้สึกของฉากนี้ มันจะยังตราตรึงอยู่ในห้วงความรู้สึกนึกคิดไปอีกนานแสนนาน
93
The Matrix Reloaded โดย ชมรมคนวิจารณ์หนังไม่เป็น
งานภาคต่อที่อาจจะไม่พีคหรือทรงพลังมากเท่าภาคแรก แต่ก็เป็นผลงานภาคต่อที่ถือว่าทำออกมาได้อย่างสนุกสนาน กลมกล่อม และไม่ออกทะเลจนเกินไปเหมือนภาคสาม ซึ่งมาคิดดูอีกทีแล้วนี่ก็คือภาคต่อที่สานต่อเรื่องราวได้อย่างมีมิติ สนุกสนาน ทั้งฉากแอคชั่นสุดมันส์ (ชอบสุดๆคือฉากไล่ล่าบนไฮย์เวย์ กับ ฉากนีโอสู้กับลูกสมุนบนปราสาท) และคงเป็นหนังที่เราจะได้เห็นความทะเยอทะยานของผกก.สองพี่น้องวาโซว์สกี้ที่ทำหนังได้กลิ่นอายคอมมิคแอคชั่นฝรั่งๆเท่ๆ และก็จะคงเป็นผลงานภาคต่อที่ดูแล้วสนุกสนาน ได้กลิ่นอายการ์ตูนคอมมิคและมันส์ไปฉากแอคชั่นเท่ๆหลายฉาก และที่แน่นอน นี่คือต้นแบบฉากไล่ล่าบนไฮย์เวย์ที่ทำให้มีฉากต่อสู้ยิงกันระหว่างขับรถไล่ล่าใน The Raid 2 เพราะเรื่องนี้แท้ๆ
92
The Trainspotting โดย What the Flick
การเสพหนังอาจพาเราลอยฟุ้งได้ไม่ต่างกับการเสพยา ความฟินจากอรรถรสที่หาไม่ได้จากกิจกรรมอื่นในชีวิต

‘Trainspotting’ จะพาคุณไปพบกับอารมณ์ที่หลากด้านหลายมุม ที่วนเวียนกับยาเสพติดที่ทั้งสุขจนล้น และน่าเวทนาจนต้องเบือนหน้าหนี กับเรื่องราวของต้นฉบับแก๊งเกรียนพันธ์แท้รุ่นพ่อ บทบาทกลุ่มชายวัยรุ่นขี้ยาของ ยวน แมคเกรเกอร์ก่อนจะมาจับดาบเลเซอร์ผันตัวเองเป็นอาจารย์เจได กับเรื่องราวที่ทั้งบ้า แสบซ่าของวัยโจ๋ในยุค 90 มาร์ค เรนตัน(ญวน แมคเกรเกอร์) และชาวแก๊งขี้ยาที่ติดเฮโรอีนงอมแงมในเมืองเอดินเบิร์ก ที่ใช้ชีวิตปล่อยผ่านไปวันๆอย่างไร้สาระ นาพาชีวิตของพวกเขาไปสู่ความล้มเหลว นาเสนอหลากมุมมองโดยมีจุดศูนย์กลางเป็นยาเสพติดที่ถ่ายทอดผ่านตัวละครเอกรับบทโดยญวน ชีวิตเรานั้นน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก หากมองโลกให้ถี่ถ้วนเราก็จะพบว่า ผู้คนรอบๆกายของเราช่างหลากหลาย เพื่อนของมาร์คเองก็มีหลายแบบตัวละครแต่ละตัวช่างแตกต่างกันอย่างมีมิติและประณีต นอกจากนั้นทุกๆสิ่งบนโลกก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาของมันเสมอ แม้แต่ยาเสพติดเองก็อาจไม่ไช่คา ตอบที่ไช่ตลอดไปของพวกเขาเช่นกัน

การก้าวผ่านช่วงชีวิตที่เหลวแหลก และการตัดสินใจก้าวเดินต่อไปข้างหน้าด้วยโทนเรื่องอันบ้าบอ และตลกขบขันจะพาให้เราฟินได้ขนาดไหน ต้องลองติดตามชมเรื่องราวของพวกเขาใน ‘Trainspotting’
91
Three Kings โดย Movie Navigator
ผลงานยุคแรกๆของผู้กำกับ David O’ Russell ที่ว่าด้วยนายทหารอเมริกัน 4 คนในสงครามอ่าว (อิรัก-คูเวต) ที่วางแผนขโมยทองจากอิรักซึ่งขโมยมาจากคูเวตอีกทอดหนึ่ง ฟังจากเรื่องย่อก็พอจะเดาได้ว่านี่คือหนังเสียดสีที่ใช้พฤติกรรมของกลุ่มตัวเอกสะท้อนพฤติกรรมที่สหรัฐส่งทหารเข้าร่วมสงครามในครั้งนี้ ดังนั้นนี่ไม่ใช่หนังสงครามธรรมดา มันเต็มไปด้วยการจิกกัดทั้งอเมริกา สื่อ ทหาร รวมถึงทหารอิรักเอง

หนังมาพร้อมสไตล์ที่หวือหวา และแหวกแนวกว่าหนังสมครามหลายๆเรื่อง นำแสดงโดย George Clooney, Mark Wahlberg และ Ice Cube และที่น่าสนใจก็คือนี่คือผลงานการแสดง (ในบทบาทหลักของเรื่อง) ของ ผู้กำกับ Spike Jonze ก่อนที่จะสร้างชื่อในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์กับหนังเรื่องแรกอย่าง Being John Malkovich ในปีเดียวกัน
90
Batman Begins โดย Poprock on FILM
คงไม่ต้องมีการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณอีกแล้วสำหรับชื่อของ คริสโตเฟอร์ โนแลน หลังจากนำเอา Batman ซีรีส์กลับมา Reboot ใหม่หมด และแบ่งทำเป็นไตรภาค “โนแลน” ก็กลายเป็นชื่อของผู้กำกับที่สร้างแบทแมนซีรี่ส์ได้ดีเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ต่อให้คุณเป็นแอนตี้แฟนแค่นไหน คุณก็ต้องยอมรับว่า นี่เป็นความจริง การวางเส้นเรื่องไตรภาค Batman ของโนแลน ทำให้เรารู้ว่า เขาเป็นผู้กำกับที่ละเอียด ละเมียดละไม ในทุกส่วนของงานเลยทีเดียว ซึ่งแม้ภาค 2 อย่าง The Dark Knight จะเป็นภาคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด และ The Dark Knight Rises จะเป็นภาคที่คนพูดถึงและเป็นกระแสมากที่สุด แต่ภาคที่น่าสนใจที่สุดในทรรศนะผู้เขียนกับเป็นภาคแรก คือ Batman Begins เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ที่โนแลนเล่าได้ละเอียด มีปูมเหตุที่น่าสนใจและทำให้หนังภาคต่อๆมาไร้ที่ติเลยทีเดียว ความแค้นที่ต้องสูญเสี ยครอบครัวตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ความสูญเสียยังทำให้บรูซ เวย์นตระหนักว่า เมืองที่เขาอยู่ Gotham City มันฟอนเฟะ และ เลวร้ายจริงๆ นอกเหนือจากการชำระแค้น สิ่งที่บรูซ เวย์น ตระหนักได้คือ มันไม่ใช่แค่ โจรกระจอกเพียงคนเดียวที่ทำให้เขาต้องเสียครอบครัว แต่เป็นความเลวร้ายที่ครอบงำเมืองนี้อยู่ต่างหาก นั่นทำให้เขาต้องลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อปกป้องเมืองนี้ เมืองที่ครอบครัวของเขาอยากให้มันเป็นเมืองที่สงบสุข ไม่ใช่เมืองของปีศาจ

ความมหัศจรรย์ที่โนแลนทำในภาค Batman Begins ทำให้เรารู้สึกว่า นี่คือ แบทแมน ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงๆในโลกนี้ ตัวละครสมจริง มีแรงผลักที่สมเหตุสมผล และ ตรรกะความคิดที่ชวนคล้อยตาม ไม่ใช่แค่แบทแมนที่เป็นตัวละครแฟนตาซี ที่พบเห็นได้แค่ในหนังการ์ตูน นี่เป็นการทำให้ตัวละคร “แบทแมน” ได้กลับมาคืนชีพอีกครั้ง หลังจากเลือนหายไปตามกาลเวลาอยู่หลายสิบปี

อีกหนึ่งหนังที่เป็นจุดเริ่มต้นของไตรภาคหนังฮีโร่รัตติกาลแห่งยุค หนึ่งในงานมาสเตอร์พีซของ คริสโตเฟอร์ โนแลน

แบทแมนบีกิน
89
สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก โดย โรงภาพยนตร์ที่ 3 ที่นั่ง E12
เค้าว่ากันว่าบ้านเรานั้นถนัดนักในการทำหนังอยู่สามประเภทได้แก่ หนังผี หนังตลก และหนังรัก แต่เอาเข้าจริงๆนะครับหนังไทยทั้งสามประเภทนี้ในช่วงขวบปีหลังๆมาเนี่ยมันมีไม่กี่เรื่องเท่านั้นแหละที่ผมมองว่ามันดีงามจริงๆอย่างที่กล่าวอ้างกันมา และหนึ่งในนั้นเองก็คือหนังรักๆฟอร์มเล็กๆที่เกิดดังแบบเปรี้ยงปร้างขึ้นมาแบบไม่คาดคิดอย่าง “สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก” นี่เองครับที่สามารถเข้าไปอยู่ในใจผมได้แบบไม่ยากเย็นเลย

แม้แก่นของเรื่องจริงๆแล้วมันจะไม่ใช่อะไรใหม่สักนิดอย่างเรื่องการแอบรัก/ความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อนชายเพื่อนหญิง/ความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้มันดีงามคือ ในขณะที่มันไม่ใหม่ แต่มันกลับมีการผสมผสานเรื่องราวในหลายๆแง่มุมความสัมพันธ์ได้ลงตัวแบบกำลังดี ไม่เยอะ ไม่ล้น ไม่เฟ้อ และมันดู ”จริง” เอามากๆ (ยกเว้นตอนท้ายนะแหม่๕๕๕๕)

จนเหมือนเป็นตัวแทนภาพความทรงจำของช่วงขณะหนึ่งในชีวิตว่าเราก็เคยทำอะไรแบบนี้นี่หว่าและทำให้เราอินได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว (ตรงจุดนี้ต้องชมใบเฟิร์นและมาริโอ้ด้วยนะที่แสดงได้ดีจริงๆซีนสารภาพรักเอาไปสิบดาว) และเนี่ยแหละคือสิ่งที่ผมอยาจะเห็นการวงการหนังไทยบ้านเรา คือไม่ต้องไปพยายามจะทำอะไรเกินตัวหรอก แค่มุ่งพัฒนาในสิ่งที่เราพอทำได้อย่างการขัดเกลาบทให้มันดีๆแน่นๆเข้าไว้ก่อน แค่นี้ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ
88
Ghost โดย สมาคมนิยมหนังหวาน
แน่นอนว่าความยิ่งใหญ่ประการสำคัญของ Ghost อยู่ตรงฉากจำอมตะนิรันดร์กาลที่ยังโดนอ้างอิงถึงในหลายรูปแบบแม้เวลาจะผ่านมายาวนานเกิน 20 ปีอย่างฉาก ‘ปั้นหม้อรอรัก’ เคล้าเพลง Unchained Melody แต่นั่นยังไม่ถึงครึ่งในความดีงามของหนังเรื่องนี้

Ghost ยังมีบทที่ดีระดับชนะรางวัลออสการ์ มีการผสมผสานระหว่างเรื่องราวความรักซาบซึ้ง ความตลกสนุกสนาน (ที่ตลกอย่างจริงจัง) กับเรื่องราวแฟนตาซีเหนือธรรมชาติและการสืบสวนเหตุฆาตรกรรมได้อย่างลงตัว มีพระเอก-นางเอก (Patrick Swayze และDemi Moore) ที่ลุคทรงเสน่ห์ขโมยใจผู้คนทั้งบ้านทั้งเมือง แถมด้วยนักแสดงสมทบที่ขโมยซีนระดับคว้ารางวัลออสการ์มาให้หนังเรื่องนี้ได้ไปอีก 1 ตัว

ถ้ายังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ควรเสียเวลาให้พลาดอีกต่อไป
87
The Cabin in the Woods โดย Movies Stalker
Cabin in the wood เป็นหนังสยองขวัญที่ล้อเลียนแพทเทิร์นหรือขนบของหนังสยองขวัญที่เกือบทุกเรื่องมักใช้กัน เช่น ความอยากรู้อยากเห็น ลำดับการตายที่คนประเภทนี้มักตายก่อนหรือหลัง ชนิดของผีปีศาจ องค์กรลับ และอื่นๆอีกมากมายแบบเรียกได้ว่าเก็บทุกเม็ดจริงๆ มันจึงเป็นหนังที่เจ๋งสุดๆเพราะหนังมีการรีเสิรทรวบรวมข้อมูลมาเป็นอย่างดีเยี่ยมยอด ทั้งยังมีความน่ากลัวและความตลกสลับๆกันไป

ครึ่งชั่วโมงแรกเหมือนกับหนังสยองขวัญทั่วไป ทั้งบุคลิกของตัวละคร การเดินทางไปในที่ๆลึกลับ สถานที่ ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนหนังสยองขวัญที่เดาง่ายเหลือเกิน จนหลังจากนั้น Cabin in the wood ทำให้เราจดจำชื่อหนังเรื่องนี้ ได้อย่างแม่นยำจำจนฝังใจเพราะเราจับทางอะไรมันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หนังออกนอกลู่นอกทางไปถึงขีดสุดแบบกู่ไม่กลับจนถ้าใครจับจุดประสงค์เรื่องการล้อเลียนขนบหนังไม่ได้ หนังเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นหนังที่เลอะเทอะมากขึ้นมาทันที ถ้าจะถามว่าหนังสยองขวัญเรื่องที่ชอบมากที่สุดคือเรื่องไหน ก็คงจะตอบว่าเป็นเรื่องนี้อย่างแน่นอน
86
Enemy of the State โดย Movie Navigator
ผลงานชิ้นเยี่ยมของผู้กำกับ Tony Scott เล่าถึงกลุ่มเจ้าหน้าที่องค์กรของรัฐบาลที่ใช้อำนาจโดยมิชอบในการดักฟัง แอบถ่าย ติดตามความเคลื่อนไหวของตัวเอกของเรื่อง เพื่อผลประโยชน์ทับซ้อนอันยิ่งใหญ่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

แม้หนังจะเข้าฉายตั้งแต่ปี 1998 ยุคสมัยที่ 56K Modem ยังเฟื่องฟู แต่มันก็ทำนายภาพปัจจุบันของยุค 3G ไร้สายในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างแม่นยำ เพราะการติดตามด้วย GPS, การมีกล้องวงจรปิดในทุกหนแห่ง และการสื่อสารที่รวดเร็วฉับไว คือเรื่องธรรมดาในยุคนี้ อีกทั้งเรื่องราวที่โด่งดังไปทั่วโลกในปี 2013 ของ Edward Snowden ที่ออกมาเปิดเผยว่า NSA (National Security Agency, หน่วยงานเดียวกับในหนัง) มีการดักฟังการสื่อสารทั้งภายในและนอกสหรัฐ ไม่ต่างกับเนื้อหาของเรื่อง

อีกประเด็นที่โดดเด่นก็คือนี่คือการขับเคี่ยวระหว่าง 2 Generation เมื่อกลุ่มตัวเอกที่นำแสดงโดย Will Smith และ Gene Hackman คือตัวแทนของคนรุ่นใหญ่วัยทำงาน กำลังถูกเด็กรุ่นใหม่อย่าง Barry Pepper, Jake Busey, Scott Caan และ Jack Black (สมัยยังไม่ดัง) ตามล่าด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

ที่สำคัญนี่คือหนัง Action/Thriller ที่มอบความบันเทิงได้อย่างดีเยี่ยม
85
The Last Samurai โดย เบิกโรงซินีม่า
หนังผสมผสานระหว่างความเป็นงานดราม่า แอคชั่น และเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ได้อย่างลงตัว พร้อมฉายภาพให้เห็นวิถีและจิตวิญญาณอันน่ายกย่องของ “ซามูไร” ในยุคที่ความจำเป็นของซามูไรลดน้อยถอยลง และในยุคที่กระแสวัฒนธรรมของแดนอาทิตย์อุทัยกำลังอยู่ในช่วงผลัดใบจากการไหลบ่าเข้ามาของกระแสตะวันตก

ส่วนอีกด้านหนึ่งของความเป็นหนังตลาด หนังมาพร้อมกับความบันเทิงที่เดินเรื่องได้สนุก ฮึกเหิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากรบอันยิ่งใหญ่และสื่อให้เห็นความกล้าหาญเกรียงไกรของซามูไร ซึ่ง “เคน วาตานาเบ้” ในบทซามูไรคัทสึโมโต้ได้มอบการแสดงเอาไว้อย่างหนักแน่นไร้ที่ติ
84
Minority Report โดย JackobotReview
Minority Report เป็นการผสมผสานเรื่องราวในโลกอนาคตและเรื่องราวอาชญากรรมได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ถึงแม้ตัวหนังจะดูเป็นหนัง Sci-Fi แต่อารมณ์ในการรับชม Minority Report มันคืออารมณ์กดดัน ตื่นเต้นและนำพาให้รอยหยักในสมองได้ทำงานราวกับดูหนังอาชญากรรมชั้นดี โดยมีฉากหลังเป็นโลกในอนาคตที่ออกแบบมาได้อย่างไม่เหมือนใครที่ถูกพิถีพิถันสร้างมาได้อย่างเฉพาะตัว โดยเฉพาะเทคโลยีการสั่งงานคอมพิวเตอร์ด้วยมือเปล่าก็เป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีจริงในโลกใบนี้ด้วยซ้ำ (หนัง Sci-fi แทบทุกเรื่องในยุคนี้เอาเทคนิคนี้มาใช้กันหมดด้วยซ้ำไป) แต่เทคโนโลในหนังก็ไม่ล้ำเกินไป และยังตีกรอบอยู่ในความสมจริงที่เป็นไปได้มันก็ยิ่งทำให้เป็นหนังแนวอาชญากรรมที่มีรสชาติแปลกใหม่ และทวีคูณความสนุกขึ้นอีกหลายเท่าตัว
83
แหยม ยโสธร โดย GossipGun
“แหยมยโสธร" ถือว่าเป็นหนังไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทั้งในแง่ของพล็อตและภาพ หากลองกด Pause ไว้ที่วินาทีไหนก็ได้ของหนังเรื่องนี้ ย่อมรู้ทันทีว่านี่คือ แหยมยโสธร ความดีความชอบทั้งหมดต้องยกให้ "หม่ำ จ๊กม๊ก" ที่สะสมประสบการณ์การเล่าเรื่องมาจัดหนักกับภาพยนตร์เรื่องนี้ จนกลายเป็นหนังที่สนุกแบบ 100% และถูกจริตกับผู้ชมกลุ่มใหญ่ในประเทศนี้ เป็นความบันเทิงอย่างเต็มตัว โดยคุณหม่ำ ดึงเอาความเป็นบ้านเกิดออกมาใส่ในหนังอย่างกลมกล่อม นำเสนอวัฒนธรรมอย่างเข้าถึงง่าย ทำให้ผู้ชมรู้สึกใกล้ชิดและเป็นกันเองกับตัวละคร แม้จะอยู่คนละพื้นที่ก็ตาม บวกกับ Production Design ที่แปลกตา มีเอกลักษณ์ มีทิศทางอย่างชัดเจน ทำให้ แหยมยโสธร กลายเป็นหนังที่ลงตัวที่สุดของ หม่ำ จ๊กม๊ก ในเกือบทุกด้าน
82
Top Gun โดย What the Flick
ยุคนั้นจะหาชายคนไหนที่เท่เท่ากับหนุ่มเจ้าเวหาไฟแรง Maveric รับบทโดยสุดหล่อ 'ทอม ครูซ' ในชุดนักบินรบ และแว่น Rayban มาดเท่ห์ ในโรงเรียนฝึกนักบินชั้นหัวกะทิ Top Gun ผลงานการระเบิดความมันส์โดย ดอน ซิมป์ ซัน และ เจรี่ บรัคฮายเมอร์ กำกับภาพยนตร์โดยโทนี สก็อต ที่จะพาคุณไปพบกับหนังแจ้งเกิด ทอม ครูซ ดาวดวงใหม่แก่ฟากฟ้าฮอลลีวูด

เรื่องราวของมาเวริคที่เต็มไปด้วยอุปสรรค ปมชีวิตอันขมขื่น และความรัก และขัดแย้ง เพื่อสานฝันในการก้าวไปสู่นักบินรบระดับท็อป ความ เท่อันน่าหลงใหลที่เคยสร้างกระแสให้หนุ่มอเมริกันน้อยใหญ่ แห่แหนกันไปลงสมัครเป็นนักบินด้วยมาดอันหล่อเหล่า มอเตอร์ไซค์คันโต และแว่นกันแดดเรย์แบนสุดเก๋า อีกทั้งเพลงประกอบอันไพเราะของยุค 80อันติดหู อย่าง Take My Breath Away ที่ยังพุ่งทะยานฮิตติดชาร์ทไปพร้อมๆกับหนังและดารานำ บวกกับฉากแอคชันกลางเวหาที่จะมันส์ระห่า ถือเป็น ฉากที่เยี่ยมยอด สาหรับคนที่ชื่นชอบในเครื่องบินรบ และสนใจในเรื่องของนักบินควรหามารับชมครับ นี่คือแรงบันดาลใจที่ดีทีเดียว
81
A Walk to Remember โดย GossipGun
A Walk To Remember คือหนังแห่งน้ำตาลูกผู้ชาย น้อยครั้งนักที่จะมีหนังรักวัยรุ่นนำเสนอรักแท้ ผ่านมุมของเพศชาย เพราะหนังรักมักมองผ่านมุมของเพศหญิงเป็นหลัก ไม่ก็เป็นหนังวัยรุ่นที่ไม่จริงจังอะไรนัก ต่างจากเรื่องนี้ที่เล่าเรื่องแบบ Real ไม่เกินจริง ไม่ฟูมฟายจนเกินเหตุ ด้วยต้นฉบับที่สร้างจากหนังสือของ Nicolas Sparks เจ้าพ่อนิยายรัก การันตีได้เลยว่า นี่คือหนังรักหวานซึ้ง แต่สิ่งที่ต่างจากหนังสือของเค้าเล่มอื่นๆ คือเรื่องนี้ลดระดับความโตของตัวละคร ทำให้เข้าถึงง่ายกว่าในทุกวัย โดยรวมนี่คือหนังรักประทับใจที่ดูเพลิน เพลงเพราะ ทั้ง Only Hope และ Someday We'll Know แล้วคุณจะพบว่าหลังดูหนังจบ คุณจะเสียน้ำตากับหนังเรื่องนี้โดยไม่รู้ตัว
80
Speed โดย JEDIYUTH
ความดังของหนัง Speed หรือในชื่อไทย “สปีด เร็วกว่านรก” ตอนที่ออกฉายในปี 1994 ถือเป็นปรากฏการณ์ เพราะไม่เพียงเป็นหนังทำเงินมหาศาล และทำให้เคียอานู รีฟส์ กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ กับแจ้งเกิดให้แซนดรา บูลล็อก กลายเป็นนักแสดงดาวรุ่ง ความนิยมของหนังยังทำให้เกิดกระแสการตัดผมทรง “สกินเฮด” กันไปทั่วโลก จนกระทั่งวันนี้ที่ผ่านมากว่า 20 ปี เรายังเห็นร่องรอยของปรากฏการณ์นั้นอยู่

เนื้อเรื่องของหนังถือว่าสดใหม่มากเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ว่าด้วยคนร้ายโรคจิตที่ขู่วางระเบิดรถบัสที่มีผู้โดยสารเต็มคันรถ หากรถวิ่งช้ากว่ากำหนด ทำให้รถคันนี้ต้องซิ่งนรก ขณะที่พระเอกของเราก็หาทางช่วยชีวิตคนบนรถบัสให้ปลอดภัยด้วยไหวพริบและความกล้าหาญ หนังยังทำให้เราลุ้นระทึกได้ทุกครั้งที่เอากลับมาดูใหม่
79
Dawn of the Dead โดย Poprock on FILM
เราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำ อกผายไหล่ผึ่งว่า นี่เป็นงานชิ้นที่ดีที่สุดในลำดับต้นๆ และอาจเป็นอันดับ ท็อป 3 ของ Zack Snyder เลยทีเดียว แม้นี่จะเป็นการรีเมคจากภาคเก่าที่ทำไว้ดีมากๆแล้วก็ตามในชื่อเดียวกันที่ฉายไปแล้วในปี 1978 และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม กับฉากที่คนตายลุกเดินไปทั่วเมือง ซึ่ง Dawn Of The Dead เองก็เป็นเหมือนหลักไมล์ของหนังซอมบี้ถล่มเมืองในยุคแรกๆเลยทีเดียว จนกระทั่ง Zack Snyder นำมันมารีเมคอีกครั้ง มีการปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวละครไปเล็กน้อย แต่ยังคงโลเคชั่นและเนื้อหาคล้ายของเดิมคือ การที่ เหล่าผู้รอดชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้ ต้องไปติดอยู่ในช้อปปิ้งมอลล์ แม้จะมีอาหารการกินเพรียบพร้อม แต่ซอมบี้ก็ล้อมพวกเขาไว้ทุกๆด้าน นอกต้องเอาชีวิตรอดจากซอมบี้ด้านนอกแล้ว พวกเขายังต้องรับมือกับภัยเงียบที่มาจากมนุษย์ด้วยกันเองอีกด้วย Zack ดำเนินตามรอยงานเดิม แต่ชั้นเชิงการกำกับของเขาก็ทำให้หนังสนุกและลุ้นมาก รวมทั้งเอกลักษณ์ในด้านงานภาพของ แซ็คที่มักจะมีฉากเด็ดๆเป็นจุดขายอยู่เสมอ ซึ่ง Dawn Of The Dead ฉบับรีเมคหนนี้ เป็นหนึ่งในยุคที่มีหนังซอมบี้ทยอยเข้าโรงมากมายจนแทบกลายเป็นเทรนด์ของหนังยุคนั้นเลยทีเดียว คือ กระแสซอมบี้มาแรงสุดๆ เช่น หนังซอมบี้ล้างเมืองขนานแท้ 28 day laters (2002) ของแดนนี่ บอล์ย และ หนังพะบู๊ซอมบี้สุดมันที่สร้างจากเกมดัง Resident Evil (2002) ของ พอล วิลเลี่ยม แอนเดอร์สัน ซึ่งในยุคนั้นมีหนังซอมบี้มากมายหลายสิบเรื่องจริงๆ แต่มีที่ดีจริงๆไม่กี่เรื่อง ซึ่ง Dawn Of The Dead ของ Zack Snyder เป็นหนึ่งในนั้น มันคือหนังซอมบี้แห่งยุคเลยจริงๆ
78
Watchmen โดย Mr.Darkknight
คำนิยามของคำว่าซุปเปอร์ฮีโร่ในช่วงยุคหลังๆได้ถูกนำมาตีความใหม่และเพิ่มความเป็นมนุษย์เพิ่มความดาร์คเพื่อให้ดูสมจริงมากยิ่งขึ้น

นั่นก็แปลว่าเราจะไม่ได้เห็นแค่ฮีโร่ที่มีความดีรอบด้านแต่ที่เราจะเห็นคือการตีความคำว่าฮีโร่ที่แตกต่างออกไป หนังเรื่องนี้จึงมีหน้าที่ในการเล่าเรื่องในเวลา 3 ชั่วโมงโดยที่เราก็ไม่อาจมั่นใจว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรานั้นคือฮีโร่จริงๆหรือไม่ มันจึงมีทั้งความคลุมเครือทางศีลธรรมที่ถูกตั้งคำถามและตอบออกมาได้อย่างไม่เต็มปากถึงวิธีการที่ทำลงไปว่ามันสมควรจริงๆหรือ ? เหนือสิ่งอื่นใดนี่คือหนังที่เป็นตัวสะท้อนและเสียดสีประเทศเบอร์หนึ่งของโลกอย่างอเมริกาได้อย่างเจ็บแสบ
77
เมืองในหมอก โดย STW Movie Style : Thailand
ไม่มีข้อกังขาใดๆสำหรับหนังเรื่องนี้ที่ถูกจัดเป็นหนึ่งในหนังมรดกของชาติ เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ หนังของ 'เพิมพล เชยอรุณ' เรื่องนี้ถือว่าเป็นหลักไมล์ที่สำคัญสำหรับหนังฟิล์มนัวร์ในบ้านเราอย่างชัดเจน มันเป็นหนังที่ฉลาดในยุคนั้น ถ้าจะเรียกอีกนัยหนึ่งคือมันเป็นหนังที่มาก่อนเวลานั่นเอง และมันเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่สะท้อนคุณค่าของภาพยนตร์ผ่านช่วงเวลาได้อย่างชัดเจน หนังบางเรื่องไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จในยุคนั้น แต่เวลานั่นแหละจะเป็นสิ่งที่ทดสอบคุณค่าของมัน ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะถูกดัดแปลงมาจากบทประพันธ์เรื่อง 'ความเข้าใจผิด' ของ 'กามูส์' แต่มันก็ถูกปรับเปลี่ยนหลายๆอย่างให้เป็นแบบไทยมากขึ้น การเซ็ตสถานที่เมืองในหมอกสะท้อนความคลุมเครือของความเข้าใจผิดได้อย่างชัดเจน เราไม่รู้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด การสะท้อนความมืดหม่นของชีวิต และจิตใจของตัวละคร ยิ่งรวมกับการเล่าเรื่องที่สร้างความระทึกและตื่นเต้นด้วยแล้ว นี่เป็นหนังไทยที่ควรค่าแก่การจดจำในประวัติศาสตร์ และเป็นหมุดตัวสำคัญสำหรับหนังไทยนับตั้งแต่นั้นมา
76
Cyborg She โดย Poprock on FILM
หนังมีโปรแกรมเข้าฉายตอนปี 2008 ตอนนั้นเป็นยุคที่หนังโรแมนติคคอมเมดี้ของเกาหลีกำลังถึงยุคสร่างซาพอดี หลังจากที่ My Sassy Girl (2001) ของ จอนจีฮยอนเคยสร้างปรากฏการณ์ถล่มทลายโลกหนังรอมคอมของเอเชีย กระแส “ยัยตัวร้าย” ที่จอนจีฮยอนสร้างไว้ ได้กลายเปนมาตรฐานให้หนังรอมคอมยุคต่อๆมาตามไปด้วย หลังจากนั้นก็ยังไม่มีหนังเกาหลีหรือหนังเอเชียเรื่องไหน สามารถขึ้นแท่นมาเทียบกับ My Sassy Girl ได้แบบชัดเจนอีก จนกระทั่ง จอนจีฮยอนต้องกลับมาอีกครั้งในหนังแนวเดียวกับ My Sassy Girl ที่แจ้งเกิดให้เธอ นั่นคือ Windstuck ในปี 2004 ซึ่งการคัมแบ็คหนนี้ก็ค่อนข้างน่าผิดหวัง เพราะเธอยังไม่สามารถทำได้ดีกว่าที่เคยทำได้ใน My Sassy Girl เลย มาตรฐานจึงจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เสมอตตัวเท่านั้น

แต่นั่นก็เป็นการตอกย้ำเทรนด์หนังโรแมนติคคอมเมดี้ในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี นางเอกแก่นเซี้ยว เป็นยัยจอมดื้อเอาแต่ใจ พระเอกเป็นหนุ่มซื่อแสนดี มีหนังพลอตทำนองนี้ออกมามากมายจนผู้คนเริ่มเบื่อหน่าย กระทั่ง วันหนึ่งมีข่าวว่า จะมีหนังโรแมนติคเรื่องหนึ่ง ที่เป็นการรวมทุนกันของเกาหลีและญี่ปุ่น ในชื่อ Cyborg She (ยัยนี่น่ารักจัง) ซึ่งคราวนี้จะเป็นหนังโรแมนติคอมเมดี้จากญี่ปุ่นบ้าง หน้าหนังและพลอตเรื่อง ถือว่าท้าทายคนดูพอสมควร เพราะมันดูเหมือนจะใช้เทรนด์หนังเดิมๆ แบบ “ยัยตัวร้าย กับนายเจี๋ยมเจี้ยม” แต่เปลี่ยนจากคนเป็นหุ่นยนต์ กับหนุ่มซื่อบื้อคนหนึ่ง ในแบบญี่ปุ่นๆ แต่ดันกำกับโดยคนเกาหลี ซึ่งผกก.เกาหลีที่ว่านี่ก็คือ “กว๊ากแจยอง” ผู้กำกับ My Sassy Girl และ Windstuck นั่นเอง ซึ่งนี่เป็นผลงานที่ต้องบอกว่า สามารถเทียบเคียงกับงานชิ้นที่โด่งดังของเขาอย่าง My Sassy Girl ได้เลยจริงๆ เพราะ Cyborg She เล่าเรื่องด้วยแก่นของเรื่องแบบเดิมๆคือ นางเอกสดใส เอาแต่ใจ และพระเอกซื่อบื้อแสนดี แต่หนังนั้นไปไกลกว่าการเป็นแค่หนังโรแมนติครักหนุ่มสาวธรรมดา มันยังมีการตั้งคำถามถึง คุณค่าของความเป็นมนุษย์หรือหุ่นยนตร์ แม้แต่เรื่องความรักและการเสียสละ ส่งที่โดดเด่นอย่างมากในยุคนั้นคือ ฉากแผ่นดินไหวสุดอลังการ ที่เป็นฉากสำคัญของเรื่อง ด้วยเทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟฟิคสุดอลังการ หนังใส่รายละเอียดเรื่องโลกคู่ขนานและการย้อนเวลาลงมาในหนังได้อย่างลงตัว ในปีที่หนังเข้าฉาย หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันจะร้องไห้” นี่เป็นหนังรัก ระหว่าง มนุษย์และหุ่นยนตร์ ที่สนุกสนาน และทำให้แม้แต่ผู้ชายยังต้องน้ำตารื้น เป็นงานชิ้ยมาสเตอร์พีซของ กว๊ากแจยอง ที่สมควรแก่การยกไว้ในลิสต์หนังโรแมนติคคอมเดี้แห่งยุคของเอเชียเลยทีเดียว
75
Star Trek โดย หมื่นทิพ
เป็นหนังรีเมคและหนังภาคต่อไม่กี่เรื่องที่สร้างสรรค์ออกมาได้อย่างถึงใจ แฟนรุ่นเก่าดูแล้วอิน ส่วนคนดูรุ่นใหม่ดูแล้วก็ฟิน ถ้าถามว่าของดีมีอะไรบ้างก็ไล่ไปตั้งแต่พล็อตเข้มข้น, การเดินเรื่องที่เร้าใจและไต่ระดับความลุ้นอย่างออกรส, Effect เนี๊ยบละลานตา, ดนตรีถึงอารมณ์ และมุขตลกสอดที่แทรกลงมาแบบพอเหมาะ

สำหรับแฟน Star Trek อย่างผมแล้ว หนังสานต่อตำนานได้อย่างยอดเยี่ยม แน่นอนครับว่าหลายอย่างต่างไปจากต้นฉบับ แต่หนังก็สามารถบอกเล่าอธิบาย ผูกเรื่องโยงประเด็นจนทำให้ความเปลี่ยนแปลงทุกจุดดูสมเหตุผล เชื่อมกับ Story เดิมได้อย่างเนียน และที่อยากปรบมือดังๆ คือดาราที่คัดมานั้นใกล้เคียงคาแรคเตอร์ชุดเก่ามาก ดูแล้วยอมรับได้เต็มที่ว่าพวกเขาเหล่านี้คือลูกเรือเอนเตอร์ไพรส์ขนานแท้และดั้งเดิม

เป็นหนังอีกเรื่องที่ผมต้องหยิบมาดูทุกเดือน... ก็หนังมันกระตุ้นอะดรีนาลีนได้ชะงัดนัก
74
ข้างหลังภาพ โดย Cinema Paradiso by Golffy
ผู้กำกับชั้นครู เชิด ทรงศรี กับการนำวรรณกรรมเรียกน้ำตาสุดคลาสสิค งานประพันธ์โดยศรีบูรพา มาขึ้นจอภาพยนตร์อีกครั้ง เจ้าของวลีโดนใจ “ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มเอมใจที่ฉันมีคนที่ฉันรัก” เรื่องราวของรักเปิดเผยไม่ได้ระหว่างคุณหญิงกีรติ ผู้มีใจให้กับนพพร เด็กหนุ่มรุ่นน้อง ในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นไปกับสามี และก็เก็บซ่อนความรู้สึกนั้นไว้จวบจนวันที่ร่างกายแตกดับไปพร้อมกับหัวใจที่แหลกสลาย ความรักอันงดงามราวกับต้องคำสาปของคุณหญิงกีรติ ถูกนำมาถ่ายทอดครบถ้วนตามตัวอักษร ผ่านทั้งภาพลักษณ์และการแสดงที่เหมือนหลุดออกมาจากในนิยายจริงๆ ของคุณคาร่า พลสิทธิ์ ด้วยภาพรวม องค์ประกอบและงานโปรดักชั่นที่ตั้งใจให้เหมือนสดุดีหนังไทยยุคเก่า อาจจะดูเชยไปในสายตาคนรุ่นใหม่ แต่ก็ลงตัวไปกับเรื่องราว และเป็นการให้เกียรติวรรณกรรมอย่างชาญฉลาด ถ้าหากคุณกำลังมองหาหนังรักเคล้าน้ำตา หรือหนังไทยดีๆสักเรื่อง ...

‘ข้างหลังภาพ’ คืองานที่ไม่ควรพลาด และต่อให้คุณจะใจหินแค่ไหน ก็อาจจะต้องอ่อนไหวต่อการรอคอยรักแท้ของผู้หญิงที่ชื่อว่า ‘กีรติ’ ... หนึ่งในตัวละครแอบรักผู้น่าสงสารที่สุดคนหนึ่งบนโลกภาพยนตร์ เพราะถึงแม้ว่า เธอจะเข้าใจว่าความรักนั้นงดงามเพียงไหน แต่เธอก็ไม่มีวัน แม้จะได้เจอ
73
Paprika โดย PatSonic
งานแอนิเมชั่นอันโดดเด่นจาก Satoshi Kon ผู้ล่วงลับ ลักษณะงานโดยส่วนใหญ่ของ Kon คือการผสมผสานเรื่องราวของความจริงและจินตนาการเข้าด้วยกัน นำเสนอเรื่องราวปมในจิตใจอันดำมืดออกมาเป็นงานภาพเคลื่อนไหวที่น่าตื่นตา ตื่นใจ และ Paprika ก็อยู่ในข้อนั้น เรื่องราวของความฝันของมนุษย์ที่ปกติก็อยู่จิตของใครของมัน ไม่อาจแบ่งสรรร่วมฝันกับใครได้ และเป็นความลับเฉพาะตัวที่มีเพียงผู้ฝันเท่านั้น ที่จะสร้างมัน จดจำ หรือลืมมันไป ไอเดียของการเก็บข้อมูลความฝันจากสมองอัจฉริยะของเด็กหนุ่มร่างอ้วนๆ คนหนึ่ง กลายมาเป็นเทคโนโลยีที่สุดล้ำเหนือจินตนาการ
 
อุปกรณ์เก็บข้อมูลความฝันที่ชื่อ “ดีซีมินิ” ที่ยังอยู่ในขั้นทดลอง และยังเขียนโปรแกรมควบคุมได้ไม่สมบูรณ์ ได้ถูกขโมยไปอย่างไม่รู้สาเหตุ ทีมค้นคว้าวิจัยจำเป็นต้องสืบหาเจ้าเครื่องนี้ที่หายไป การสร้างเทคโนโลยีด้วยแรงขับเคลื่อนแบบเด็กๆ อาจไม่ใส่ใจคิดให้รอบคอบถึงผลที่จะเกิดขึ้นตามมา มีความฝัน ก็สร้างสิ่งประดิษฐ์อันมีแรงบันดาลใจจากความฝัน แต่ลืมคิดถึงผลร้ายจากคนไม่ดีที่จะนำเทคโนโลยีสุดล้ำนั้นไปใช้ สุดท้าย เรื่องร้ายก็เกิดขึ้นและลุกลามใหญ่โตมากมาย
 
งานภาพช่างน่าตื่นตา เมื่อจินตนาการมาบรรจบกับความเป็นจริงผ่านลายเส้นเนียนๆ ผนวกเข้ากับเพลงประกอบสะดุดใจ ยกให้ Paprika คือหนึ่งในแอนิเมชั่นจากญี่ปุ่นที่คุณต้องดู
72
What Dreams May Come โดย แมวตัวนั้นนั่งดูหนังตรงแถว C
โรบิน วิลเลี่ยมส์ เป็นนักแสดงในดวงใจของใครหลายๆคน และถ้าพูดถึงผลงานของฮี หลายคนจะนึกถึงเรื่องนี้ What Dreams May Come พลังรักข้ามขอบฟ้า ตามรักถึงสวรรค์ (ป๊าดด ชื่อไทยนี่ นึกว่าโปเยโปโลเย)

เรื่องราวของครอบครัวที่อบอุ่นมีลูกวัยรุ่นสองคน ทุกๆเช้าแม่จะเป็นคนขับรถไปส่ง ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี จนกระทั่ง ลูกชายและลูกสาวประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่ ภายหลังพระเอกถูกรถชนเสียชีวิตอีกคน ทำให้นางเอกโทษว่าทุกอย่างเป็นความผิดตัวเอง สุดท้ายก็ฆ่าตัวตาย ในขณะที่พระเอกและลูกๆ อยู่บนสววรค์ แต่คนฆ่าตัวตายถือเป็นบาปอย่างหนึ่ง แน่นอนนางเอกตกนรก ด้วยความรักเมีย พระเอกจึงพยายามเสี่ยงลงไปนรก เพื่อตามหาภรรยาของเค้าและพากลับมาสวรรค์ด้วยกัน สุดท้ายจะช่วยได้สำเร็จหรือไม่ต้องลองหามาดู

นี่คือหนังดีอีกเรื่องที่แนะนำ นอกจากซาบซึ้ง ประทับใจในเพลงเพราะและ ภาพที่โคตรสวยสมกับที่ได้ออสการ์เทคนิคพิเศษด้านภาพในปีนั้นแล้ว ยังสอนอะไรเราได้มากมาย หนังเหมาะกับคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ เชื่อในเรื่องของ บาปบุญ นรกสววรค์อีกด้วย ทุกสิ่งใน โลกล้วนอนิจจังเกิดขึ้นได้ ก็ต้องมีดับไป ไม่มีอะไรยั่งยืน ไม่ว่าจะดีใจหรือเศร้าโศกฟูมฟายแค่ไหน ไม่ช้าอารมณ์นั้นจะจบ และผ่านไป แต่สิ่งที่ยังอยู่กับตัวเราก็คือปัจจุบัน เมื่อวันใดวันหนึ่งที่เราเจอเรื่องร้ายๆเกิดขึ้น ต่อให้ร้ายแรงแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่เชื่อว่ายังมี นั่นคือ "ศรัทธา" และ "ความรัก "
71
Hero โดย สมาคมนิยมหนังอินดี้
องค์ประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งถูกกล่าวขานมากที่สุดคือ การใช้โทนสี ต่างกันไปแต่ละช่วงเวลา เพื่อสะท้อนถึงห้วงอารมณ์ของตัวหนังโดยภาพรวมและประเด็นที่แอบแฝงไว้ ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่สะท้อนสะเทือนจิตใจมากที่สุด กลับเป็นแก่นของภาพยนตร์ที่พูดถึงเรื่อง ‘วีรบุรุษ’ หนังตั้งคำถามว่า วีรบุรุษที่แท้นั้นเป็นอย่างไร? ตัวละครตัวใดบ้างสามารถนิยามว่าเป็นวีรบุรุษ? วีรบุรุษมีระดับขั้นมั้ย? วีรบุรุษต้องเสียสละถึงระดับไหน? กระทั่งชีวิตของตนเอง? วีรบุรุษนั้นมีความเป็นไปได้? มนุษย์สามารถเสียสละส่วนตนเพื่อส่วนรวมได้จริงหรือ? ความยิ่งใหญ่ของชนชาติหนึ่งๆ จำต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อของวีรบุรุษจำนวนนับไม่ถ้วนเสมอ?
70
Juno โดย โรงภาพยนตร์ที่ 3 ที่นั่ง E12
ในขณะที่การตั้งท้องมันคือการถือกำเนิดของชีวิต แต่ในขณะเดียวกันถ้าหากมันมาในเวลาที่ไม่เหมาะสมมันก็อาจจะหมายถึงจุดจบของชีวิตใครบางคนเช่นกัน และถ้าเหตุการณ์นี่มันดันเกิดขึ้นกับตัวเราในเวลาที่ไม่พร้อมล่ะเราจะทำยังไง?

JUNO คือหนึ่งในหนังที่หยิบยกเอาประเด็นเรื่องการท้องในวัยเรียนมาเล่าได้โดดเด่นเกินหน้าเกินตาหนังแนวเดียวกันไปมาก คือแม้ด้วยหน้าหนังมันจะถูกมองว่ามุ่งเน้นไปที่ปัญหาเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนแต่อันที่จริงแล้ว JUNO มันคือหนัง Coming of Age ที่แฝงนัยมาได้อย่างแนบเนียนและเลอค่าสมรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยียมออสการ์ปีนั้นจริงๆ

เค้าว่ากันว่าวัยรุ่นคือวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ บางคนอาจจะถึงจุดเลี้ยวเร็วหรือช้าไม่เท่ากัน แต่เมื่อวันหนึ่งจุดเลี้ยวนั้นดันถูกผลักดันให้เข้ามาหาเราเร็วขึ้นด้วยทารกตัวน้อยๆ สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือเราจะแปลงสถานะจากเด็กไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ในชั่วอึดใจเดียว

สิ่งที่ JUNO ทำเพื่อรับมือกับการต้องเป็นผู้ใหญ่ก็คือเธอพยายามจะเป็นผู้ใหญ่จริงๆให้ได้ จากการแสดงออกที่เห็นเด่นชัดไม่ว่าจะเป็นการพูดการจา การตัดสินใจจะแก้ปัญหาด้วยตนเอง ท่าทางมั่นอกมั่นใจ ไม่ยี่หระต่อปัญหาตรงหน้า จนบ่อยครั้งเธอก็คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ไปแล้วจริงๆ

แต่ในขณะที่ท้องของเธอโตขึ้นเรื่อยๆ เธอกลับพบว่าในความเป็นผู้ใหญ่ที่เธอพยายามจะเป็นให้ได้นั้นมันช่างซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของความรักที่ “ทำไมคนเราถึงรักกันและอยู่ด้วยกันตลอดไปไม่ได้” อย่างคนที่ครองคู่กันในแบบที่เธอคิดฝันไว้มาตลอด และตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่อุ้มท้องมันก็ทำให้ JUNO ตระหนักได้ในที่สุดว่าการฝืนทำอะไรที่ไม่ใช่มันช่างไม่เข้าท่า สู้ปล่อยให้มันเป็นไป ค่อยๆเรียนรู้ผ่านประสบการณ์และจนกว่าจะถึงวันที่เธอ “โตแล้ว” จริงๆเธอก็น่าจะรู้เองในวันนั้นว่าคำตอบของความสัมพันธ์ซับซ้อนที่เธอตามหาน่ะมันคืออะไรกันแน่
69
Face/Off โดย Filmsoon.com
หนังแอคชั่น-ระทึกขวัญว่าด้วยเรื่องราวการหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างนายตำรวจมือพระกาฬ ฌอร์น อาร์เชอร์(จอห์น ทราโวลต้า)และเจ้าพ่อมาเฟียโรคจิต แคสเตอร์ ทรอย(นิโคลัส เคจ) เป็นเวลานานที่ฌอร์นตามล่าตัวแคสเตอร์ ด้วยเพราะเจ้านี่คืออาชญากรตัวเอ้และยังเป็นคนลอบสังหารลูกชายของเขา

จากเหตุผลทั้งเรื่องหน้าที่และเรื่องส่วนตัวนี่เองทำให้การไล่ล่ากันครั้งล่าสุดฌอร์นวางกำลังล้อมจับแคสเตอร์ได้เป็นผลสำเร็จและจบลงที่แคสเตอร์นอนโคม่า แต่คดียังปิดไม่ได้เนื่องจากยังมีเหตุบางประการ ฌอร์นและเพื่อนตำรวจไม่กี่คนจึงวางแผนการณ์ล้วงความลับของแคสเตอร์ด้วยการสลับใบหน้าของแคสเตอร์มาใส่ใบหน้าาของเขา ในระหว่างนั้นเองแคสเตอร์กลับฟื้นขึ้นมาและซ้อนแผนด้วยการเอาใบหน้าของฌอร์นมาใส่ให้ตัวเองบ้าง เมื่อชีวิตโดนขโมยทำให้ฌอร์นในสภาพของแคสเตอร์ต้องหาทางทวงคืนชีวิตของตัวเองและตามไล่ล่าแคสเตอร์ตัวจริงที่กำลังสนุกสนานกับการสวมรอยเป็นเขาอยู่ในตอนนี้

ด้วยพล็อตเรื่องที่ผูกเรื่องราวได้น่าติดตามและประเด็นดราม่าของตัวละครที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างเข้มข้นผ่านการแสดงของเคสและทราโวลต้า ทั้ง 2 สามารถถ่ายทอดบุคลิกตัวละครของตัวเองและสลับกันเป็นอีกฝ่ายได้อย่างน่าทึ่ง เคสได้เล่นเป็นไอ้โรคจิตก็จิตแตกแบบสุดๆ แต่พอมาเป็นคนดีก็ดีจนน่าสงสาร ส่วนทราโวลต้าก็ดูเป็นคนดีอยู่แล้ว พอสลับเป็นตัวร้ายก็ร้ายได้ใจ อีกทั้งฉากแอคชั่นในเรื่องก็ทำออกมาได้ดีมากและไม่ได้ยัดเยียดการสาดกระสุนมากเกินไปจนดูเฟ้อ แต่เราจะได้เห็นการออกแบบคิวบู๊และท่าทางการเคลื่อนไหวของตัวละครที่ดูมีศิลปะและรับรู้ได้ว่ามันผ่านการคิดมาแล้ว จากองค์ประกอบทั้งหมดที่ว่ามาทำให้คอหนังแอคชั่นกี่รุ่นต่อกี่รุ่นก็ไม่ควรที่จะพลาดดูหนังเรื่องนี้ด้วยประการทั้งปวง
68
The Insider โดย โรงภาพยนตร์ที่ 3 ที่นั่ง E12
อยากให้คุณลองนึกภาพตาม มันจะเป็นยังไงถ้าคนธรรมดาคนนึงหาญกล้าจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่ถูกต้องโดยยอมเอาชีวิตที่เหลือของตัวเองเป็นเดิมพัน อันที่จริงแล้วศัตรูที่เขาจะต้องเผชิญด้วยนั้นมันเป็นอะไรที่ว่ากันตามตรงแล้วไม่อาจจะไปต่อกรอะไรด้วยได้เลย... มันเป็นศึกที่แพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันคิดจะสู้ เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามเป็นถึงบริษัทยาสูบยักษ์ใหญ่หนึ่งในสามของประเทศที่มีอำนาจมืดล้นมือแถมยังพ่วงมาด้วยกำลังเงินที่สามารถควบคุมสื่อระดับบิ๊กของสหรัฐได้อีกต่างหาก ชีวิตของชายธรรมดาคนนี้มันช่างมืดมนเป็นบ้า แต่ฟังดูแล้วมันก็น่าค้นหาเหลือเกินว่าที่สุดแล้วศึกครั้งนี้มันจะไปจบลงยังไง?

The Insider อีกหนึ่งผลงานขึ้นหิ้งของผกก.ที่ทำหนังได้ "โคตรเท่ห์" Michael Mann เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของ ดร.เจฟฟรีย์ ไวด์แกน(Russell Crowe) อดีตหัวหน้าศูนย์วิจัยบริษัทยาสูบ B&W และเป็นนักเคมีศาสตร์ตัวท๊อปของวงการคนนึง

เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งไวด์แกนโดนไล่ออกพร้อมจับเซ็นสัญญาห้ามเผยความลับบริษัท แต่ความลับนั้นมันยังคงติดค้างอยู่ในความรุ้สึกผิดชอบชั่วดีของเขา เพราะความลับนั้นมันเป็นความลับที่ส่งผลร้ายแรงมหาศาลต่อสุขภาพประชาชนสหรัฐ ในช่วงเวลานั้นเองไวด์แกนก็ได้พบกับโปรดิวเซอร์รายการทีวีโชว์ "60 minute" โลเวน เบิร์กแมน(Al Pacino) ที่อาสาจะช่วยไวด์แกนตีแผ่ความลับดำมืดอันน่ารังเกียจนี้ให้ประชาชนได้รับรู้ผ่านรายการของเขา แต่ทันทีที่ไวด์แกนตัดสินใจเปิดเผยความลับ วิบากกรรมของเขาก็เริ่มต้นขึ้น เขาโดนขู่ฆ่าทั้งครอบครัวจนทั้งตัวเขาและลูกเมียแทบจะสติแตก โดนหมายศาลข้อหาผิดสัญญาห้ามเผยความลับ โดนป้ายสีจากสื่อที่บริษัทยักษ์ใหญ่ควบคุมอยู่ แถมรายการ "60 Minute" เทปที่เขาไปออกก็โดนอำนาจลึกลับสั่งแบนเอาดื้อๆเสียอีก

ในฐานะของพ่อ
ในฐานะของสามี
ในฐานะของประชาชนสหรัฐ
ในฐานะของคนดี

ไวด์แกนควรจะทำอย่างไร และเรื่องราวมันจะไปจบลงตรงไหน เชิญหามาพิสูจน์กันได้เลยครับ รับประกันความเท่ห์ ความดิบ ความดุ ความแมน และความดราม่าตับแตก โดย Michael Mann (สมัยยังพีคๆ)ครับ
67
The Ring โดย Cinema Paradiso by Golffy
จากนวนิยายสุดสะพรึงที่ผสมผสานเรื่องผีๆเข้ากับวิทยาศาสตร์ได้อย่างน่าทึ่งของซูซุกิ โคจิ สู่การเป็นมินิซีรีส์ฮิตทางทีวี และภาพยนตร์เขย่าขวัญระดับตำนานของญี่ปุ่น จนมาถึงมือฮอลลีวู้ดนำมารีเมค โดยผู้กำกับ กอว์ เวอร์บินสกี้ เรื่องราวหลอนของคำสาปที่บันทึกลงสู่ม้วนวีดีโอ ความแค้น ความเกลียดชังโลกมนุษย์

ซึ่งหากใครได้ดูสิ่งที่ปรากฏในวีดีโอม้วนนั้นจะต้องมีอันเป็นไปภายในเจ็ดวัน กับเอกลักษณ์ผีสาวผมยาวคลานออกจากทีวี การตีความใหม่ครั้งนี้ ให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยม แม้จะหลอนน้อยกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับ แต่ก็มีภาพรวมที่เป็นความบันเทิง ลงตัว ดูง่าย และคล้ายคลึงกับตัวนวนิยายมากกว่า ความโดดเด่นของเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดอยู่ที่พลังดาราของนางเอกนาโอมิ วัตต์ส รวมไปถึงงานโปรดักชั่น โดยเฉพาะการกำกับภาพ และเทคนิคพิเศษ ซึ่งทำได้อย่างสวยงาม สมจริง เมื่อรวมเข้ากับบทภาพยนตร์ที่แปลงจากเรื่องราวคุ้นเคยให้สากลมากขึ้น ทำให้ The Ring ฉบับฮอลลีวู้ด น่าจะเป็นหนึ่งในงานรีเมคหนังสยองขวัญเอเชียที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยมีมา
66
เสียดาย โดย STW Movie Style : Thailand
ถ้าเรานึกถึงหนังไทยที่กล้าพูดเรื่องยาเสพติด และปัญหาครอบครัวก็คงจะมีอยู่จำนวนหนึ่ง แต่หนังไทยที่โดดเด่นและพูดถึงเพศหญิงกับเรื่องยาเสพติดเราจะพบว่ามันถูกจำกัดจำนวนลงอย่างมาก แน่นอนว่าหนึ่งในหนังไทยที่เราไม่มีทางไม่นึกถึงเลยคือเรื่อง 'เสียดาย' ผลงานโชว์ความเป็นศิลปิน และนักทำหนังของ 'ม.จ. ชาตรี เฉลิมยุคล' ในยุคที่เรียกว่าช่วงเวลาของหนังคุณภาพของผู้กำกับท่านนี้ หนังซื่อสัตย์ ชัดเจน และตรงไปตรงมาในการนำเสนอภาพของหญิงวัยเรียนที่ติดยา และมีเส้นทางเดินชีวิตที่ไม่สวยหรูเท่าไหร่นัก ไม่เพียงเท่านั้นหนังเองยังมีความเป็นสารคดีด้วยการเอาบุคคลมานั่งเล่าความเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย

นั่นทำให้หนังมีความเชื่อมโยงระหว่างความจริง และเรื่องแต่งอย่างมากทีเดียว ซึ่งมันทำให้คนดูเองสามารถเข้ามามีส่วนในการมอง และวิพากษ์ปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวที่แม้แต่ตัวละครเองก็ไม่มีทางรู้ มันจึงมีสถานะที่เป็นทั้งผู้เล่าเหตุการณ์ และเป็นผู้สร้างความมีส่วนร่วมของคนดูในการพิจารณาและตัดสินสิ่งที่เกิดขึ้น ในท้ายที่สุดแล้วขอบอกเลยว่าไม่มีหนังไทยจำนวนมากนักหรอกที่กล้าทำแบบหนังเรื่องนี้
65
Road to Perdition โดย เทพเจ้าคอนเน็ตโต้
เป็นพ่อคนไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งสำหรับ ไมเคิล ซัลลิแวน(ทอม แฮงค์) มือปืนคนสนิทของ จอห์น รูนีย์(พอล นิวแมน) มาเฟียคนสำคัญ ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของเขาและลูก ดูเหินห่างกันมากขึ้น
จนกระทั่งวันหนึ่งเคราะห์ซ้ำกรรมซัดทำให้เขาถูกไล่ล่า จนทำให้เขาต้องระหกระเหินไปกับลูกชาย ระหว่างนั้นจึงเป็นเวลาให้เขากับลูกฟื้นฟูความสัมพันธ์ พร้อมกับหนีการตามล่าไปด้วย Road To Perdition เป็นอีกหนังพีเรียดของ แซม เมนเดส(Skyfall,American Beauty) ที่ยอดเยี่ยมในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านภาพ ที่ดูเป็นนัวร์แบบอ่อนๆ การแสดงของทอม แฮงค์ ในบทคุณพ่อมือปืน ที่ทำให้จุดที่เข้มข้น เข้มหนักขึ้น และจุดที่ผ่อน ทอม แฮงค์ก็เล่นได้ ขบขันและอบอุ่น ส่วนเนื้อเรื่องที่มีจุดชวนระทึกอยู่ไม่มาก แต่ แต่ละซีนผกก.ดึงอารมณ์ได้อยู่หมัด โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์กลางสายฝน
64
Frost/Nixon โดย Earth Oscar
ดัดแปลงมาจากบทละครเวทีเรื่องเยี่ยมของ ปีเตอร์ มอร์แกน โดยผู้กำกับ รอน ฮาวเวิร์ด ซึ่งก็ได้รับเสียงชื่นชม และยังคงทรงพลังไม่แพ้ตอนเป็นละครเวที หนังพาผู้ชมไปเจาะลึกถึงที่มาที่ไปของเบื้องหลังการสัมภาษณ์ครั้งประวัติศาสตร์ ที่การปะทะคารมกันอย่างถึงพริกถึงขิงของพิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดัง เดวิด ฟรอสท์ และประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน สิ้นสุดที่ นิกสัน เผลอยอมรับความผิดในคดีวอร์เตอร์เกทผ่านสื่อครั้งแรก ความเยี่ยมยอดของหนังดราม่าการเมืองเรื่องนี้คือบทภาพยนตร์อันเฉียบคม การกำกับที่เปี่ยมชั้นเชิง และพลังการแสดงของนักแสดงระดับเขี้ยวลากดิน ที่ไม่เพียงทำให้การฉากการสัมภาษณ์ดูน่าตื่นเต้น สมจริงสมจัง แต่ยังเผยให้เห็นมิติความเป็นมนุษย์ในตัวละครทั้งสองอีกด้วย
63
Looper โดย เทพเจ้าคอนเน็ตโต้
เมื่อคุณต้องไล่ล่าตัวเองในอนาคต ถือเป็นพล็อตที่แหวกแนวและท้าทายอย่างมาก สำหรับ ไรอัน จอห์นสัน (Brick,The Brother Bloom) ซึ่งไรอันไม่ใช่แค่เล่าเรื่องย้อนเวลาได้อย่างเข้าใจง่าย แต่ยังสนุกและมีลูกล่อลูกชน ทำให้หนังสนุกและเข้มขึ้นตามเข็มวินาทีที่ผ่านไป แถม โจเซฟ กอดอน เลวิทท์ ต้องมาเมคอัพให้หน้าดูคล้ายกับ บรูซ วิลลิส (ซึ่งแสดงเป็นโจในตอนแก่) ซึ่งทำให้บทบาทของโจเซฟในเรื่องนี้เป็นการสลัดคราบในมาดหนุ่มตี๋ของJGL ทำให้เราแทบลืมไปเลยว่านี่คือเลวิทท์ แต่คือโจในลูปเปอร์จริงๆ อีกสิ่งที่ทำให้ลูปเปอร์เหนือกว่าหนังไซไฟย้อนเวลาเรื่องอื่นๆคือ การขมวดปมทุกอย่างเพื่อให้15นาทีสุดท้ายของหนังเป็นอีกหนึ่งโมเม้นท์ที่น่าจดจำที่สุดในบรรดาหนังปีนั้นเลย
62
500 Days of Summer โดย PatSonic

ใครๆ ก็คงอยากมีความรักที่ยืนยาว แต่ไม่ค่อยมีใครได้พบรักแบบนั้นในช่วงแรกๆ ของชีวิต รักที่แสนหวานชื่นมักพัดผ่านเข้ามาในหัวใจเราได้ไม่นานแล้วมันก็จากไป เช่นความรักของผู้ชายหน้าซื่อๆ อย่างทอมคนนี้ กับซัมเมอร์ ผู้หญิงที่คิดต่างกับเขาอย่างสุดขั้ว แต่เขาไม่อาจหยุดใจไม่ให้หลงเสน่ห์ที่เอ่อล้นในตัวเธอได้ สุดท้าย เขาก็หลงรัก “ฤดูร้อน” ฤดูนั้นเข้าอย่างเต็มเปา ก่อนจะรู้ว่ามันช่างเป็นฤดูที่ร้ายกาจยิ่งนัก

หนังไม่ได้ให้อารมณ์ของการดูหนังรัก ระหว่างการดูหนัง เราจะรู้สึกเหมือนกำลังดูโศกนาฏกรรมของคนๆ หนึ่งมากกว่า

หนังเลือกเล่ากลับไปกลับมาโดยใช้ตัวเลขของวันที่พวกคบพบเจอกันเป็นตัวบอก ทำให้เราไม่สับสนดี แต่เข้าใจได้ว่ามันคือช่วงไหนของการคบกัน เปรียบเทียบสถานการณ์เดียวกันแต่คนละช่วงเวลา วันหนึ่ง เราแสดงต่อกันอย่างหวานชื่น ในสถานการณ์เดิม แต่อีกวันหนึ่ง เรากลับแสดงต่อกันแตกต่างไป ต้องยอมรับว่า คนเขียนบทเข้าใจแง่มุมความรักและแยบคายในการนำเสนอมุมมองนั้นออกมา นอกจากนี้ ยังแยบยลในวิธีการนำเสนอมากๆ ด้วยเช่นกัน

61
The Letter จดหมายรัก โดย แมวตัวนั้นนั่งดูหนังตรงแถว C
ถ้าพูดถึงหนังไทยในดวงใจ เชื่อว่าหลายคนต้องมีเรื่องนี้อยู่ด้วย The Letter จดหมายรัก ดัดแปลงมาจากหนังเกาหลีเรื่อง The Letter เรื่องราวความรักของ ต้น และดิว ที่ละเมียด สวยงามด้วยบรรยากาศบนดอย แอดแมวขอสารภาพเลยว่า นี่เป็นหนังไม่กี่เรื่องในชีวิตที่ดูกี่ครั้งก็ร้องไห้ทุกครั้ง โดยเฉพาะฉากทีวี ฉากนี้จัดว่าพีคมาก ร้องไห้สะอื้นแบบนึกว่า เราเป็นนางเอกเอง 5555 จำได้ว่าในปีนั้น แอน ทองประสม ได้รางวัลดารานำหญิงทุกสถาบันเลย นอกจากนี้ความดีงามของบท เนื้อเรื่อง การถ่ายทำที่จัดว่าพิถีพิถันตั้งใจจริง สำหรับบางคนที่นานเท่าไหร่แล้ว ไม่ได้เสียน้ำตาให้กับหนังรักดีๆสักเรื่อง แอดแมวอยากแนะนำเรื่องนี้ เพราะรับรองว่าจะร้องไห้ พร้อมกับได้กำลังใจในการใช้ชีวิตไปในตัว และคิดว่าคงอีกนาน กว่าจะมีหนังไทยที่เป็นหนังรักโรแมนติกแบบนี้ให้ดูกันอีก โดยเฉพาะคู่รักที่กำลังทะเลาะกันควรหาเรื่องนี้มาดูด้วยกัน คือเราไม่รู้หรอกว่าจะรักกันอีกนานแค่ไหน แต่ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน ควรจะเข้าใจกัน รู้คุณค่าของกันและกัน

เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่า ความรักมันยิ่งใหญ่จริงๆ แม้ชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่แน่นอน วันหนึ่งเราก็ต้องตาย บางทีการจากลาก็ไม่น่ากลัวเท่าการที่เราทำให้คนที่เรารักต้องเสียใจ.
60
Crouching Tiger, Hidden Dragon โดย GossipGun
Crouching Tiger, Hidden Dragon คือหนังจีนกำลังภายในที่ถูกสร้างอย่างประณีต ทุกองค์ประกอบของหนังถูกออกแบบมาอย่างดี โดยผู้กำกับ Ang Lee ที่การันตีคุณภาพด้วยออสการ์ สาขาผู้กำกับถึง 2 ตัว (จาก Brokeback Mountain และ Life of Pi) หนังใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบหนังจีนกำลังภายในต้นฉบับ ทั้งฉากแอ็คชั่นที่ตื่นตา ฉากดราม่าที่เข้มข้น รวมถึงฉากโรแมนติกที่บีบอารมณ์ แล้วห่อหุ้มด้วยงาน Production ในระดับสากล ทำให้หนังกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ของ Martial Art Film เปิดตลาดหนังจีนสู่สากลอีกครั้ง พร้อมทัพหน้าอย่าง โจวเหวินฟ่ะ, มิเชลล์ โหยล และ จางซียี่ สำหรับผู้ชมในฝั่งตะวันตกที่อาจไม่คุ้นเคย พวกเค้าจะได้สัมผัสหนังศิลปะชั้นเยี่ยม ที่ผสมความ Exotic อยู่ในตัว แต่สำหรับผู้ชมในแถบบ้านเรา นี่คือหนังจีนกำลังภายในที่พวกเรารัก ถูกสร้างออกมาในระดับ Premium พร้อมจะขึ้นหิ้งในเวลาอันไม่ช้า
59
Apollo 13 โดย Nusfish Movie Blog
"Houston, we have a problem" วันที่ 11 เมษายน ในปี 1970 นาซ่าได้ส่งยานอวกาศชื่อว่า อพอลโล่ 13 ขึ้นสู่ดวงจันทร์ และพานักบิน 3 คน Lovell, Jack Swigert และ Fred Haise ขึ้นสู่อวกาศ ทว่าเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นระหว่างทาง ทำให้ยานอพอลโล่ 13 ไปไม่ถึงดวงจันทร์ เหตุการณ์นี้ถูกหยิบเอามาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างน่าชื่นชม สนุกลุ้นระทึกไปกับการเป็นผู้เฝ้าดูเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด และบีบหัวใจอย่างที่สุดเมื่อหนังนำเราผ่านชะตากรรมอันสิ้นหวังของตัวละคร หนังยังวางบทที่สื่อถึงการไม่ย้อท้อต่อปัญหาเข้าไปร่วมได้อย่างแยบยล การให้ข้อขบคิดที่ว่า ทุกปัญหาย่อมมีทางออกของมันเสมอ เพราะแม้แต่ช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด เราก็สามารถมองเห็นแสงสว่างริบหรี่ที่จะนำพาเราฝ่าความมืดออกไปได้เช่นกัน... นี่คือหนึ่งในหนังอวกาศที่ดีที่สุดตลอดกาลที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง Apollo 13
58
Meet Joe Black โดย สมาคมนิยมหนังหวาน
ยมทูตลงมาบนโลกเพื่อรอรับวิญญาณของเศรษฐีวัยชรา โดยสิงร่างของหนุ่มหล่อมาทำข้อตกลงให้เศรษฐียังได้ต่อเวลาอยู่บนโลกใบนี้อีกหน่อยแลกกับการพาเขาเที่ยวชมโลกมนุษย์ เนื้อหาว่าด้วยความรัก ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และการใช้ชีวิตให้มีคุณค่าเลยตามมาหลังจากนั้น

สิ่งแรกๆ ที่ผู้คนจดจำมักจะเป็นความหล่อของ Brad Pitt ในหนังเรื่องนี้ หล่อละเมียด หล่อละเอียด หล่อไม่บันยะบันยัง แต่นอกเหนือจากรูปลักษณ์แล้วการแสดงของเขายังลงตัวดูดีพอๆ กับความหล่อ ในขณะที่การแสดงของอีก 2 นักแสดงหลัก ปู่ Anthony Hopkins สุดเก๋า และ Claire Forlani นางเอก ก็ดีงามไม่แพ้กัน

ความประทับใจสากลลำดับต่อไปของผู้คนมักอยู่ที่ทัศนะคติในการมองและตั้งคำถามกับชีวิต ความสัมพันธ์ เรื่องราวระหว่างความรักของพ่อกับลูกในเรื่อง

เป็นหนังความยาว 3 ชั่วโมงที่คุ้มค่าใช้เวลาด้วยเป็นที่สุด Meet Joe Black
57
The Hunt for Red October โดย KURENAI THE MOVIE
เรื่องราวของยอดนักวิเคราะห์แห่ง CIA ‘แจ็ค ไรอัน’ ปัจจุบันเราได้ชมหนังที่เกี่ยวกับ แจ็ค ไรอัน มาถึง 5 เรื่องแล้ว แต่ 4 ใน 5 เรื่องไม่มีเรื่องไหนทำได้ดีเท่าเรื่องแรก The Hunt for Red October งานกำกับของ จอห์น แม็คเทียร์แนน, นี่เป็นหนังที่ แจ็ค ไรอัน (อเล็ค บอลด์วิน) เป็นตัวเอก แต่ ไรอัน ไม่ได้มีความโดดเด่นเลยแม้แต่น้อย เพราะความเด่นกลับถูกตัวร้ายของเรื่อง เรเมียส (ฌอน คอนเนอรี่) กลบสนิท แต่ถึงจะบอกว่า ไรอัน ไม่เด่นยังไงแต่ ไรอัน ของ บอลด์วิน ถือเป็น ไรอัน ที่โชว์ความเป็น ไรอัน จากปลายปากกาของ ทอม แคลนซี่ ได้ดีที่สุด เพราะ ไรอัน ไม่ใช้สายบู๊แต่เป็นสายที่ใช้สมอง (ภาคหลังๆ ไรอัน ถือปืนไปไล่ยิงตัวร้ายซะงั้น) ทำให้ The Hunt for Red October เป็นหนังทริลเลอร์ที่มีความบันเทิงที่แปลกใหม่ เพราะฉากแอ็คชั่นไม่ได้มากอะไรนัก เพราะเน้นหนักไปที่การวางแผนและใช้ความคิด พูดอย่างนี้เหมือนหนังจะน่าเบื่อ? ไม่ครับ นี่เป็นหนังที่สนุกมาก โดยเฉพาะครึ่งชั่วโมงสุดท้ายหนังกลายเป็นหนังที่มีความระทึกถึงที่สุด เหมือนเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์เองอะไรอย่างนั้น The Hunt for Red October เป็นหนังทริลเลอร์ที่ระทึก แต่เป็นความระทึกที่มาพร้อมความสนุก, ตื้นเต้น และบันเทิงที่สุดครับ
56
Seabiscuit โดย Filmsoon.com
ผลงานดราม่าสร้างแรงบันดาลใจของผู้กำกับแกร์รี่ รอส “ Seabiscuit” จะนำเสนอเรื่องราวผ่านการตามติดชีวิตของคน 3 คนและม้า 1 ตัว อันได้แก่ชาร์ล โฮเวิร์ด เศรษฐีผู้สูญเสีย, ทอม สมิธ ครูฝึกม้าพเนจร, เรด พอลลาร์ด เด็กหนุ่มบ้านแตกและซีบิสกิต ม้าขาเกไร้ประโยชน์ ด้วยโชคชะตาที่ลิขิตเอาไว้ได้นำพาให้พวกเขามาพบกันในวันหนึ่ง การอยู่ร่วมกันของพวกเขากับซีบิสกิตทำให้พวกเขาได้รู้ว่าเจ้าม้าตัวเล็กตัวนี้มีความสามารถที่ซ่อนเร้นอยู่และด้วยการเติมเต็มให้กันและกันทำพวกเขาได้เรียนรู้สิ่งที่ยิ่งใหญ่มากกว่าชัยชนะในสนามแข่ง

ตัวหนังดำเนินเรื่องได้กระชับและไม่เยิ่นเย้อ ในช่วงแรกหนังจะพาเราไปรู้จักคาแรคเตอร์แต่ล่ะคนเพื่อให้เราเข้าใจที่มาที่ไปพร้อมทั้งปมประเด็นที่เป็นบาดแผลทางจิตใจของพวกเขา จากนั้นเมื่อพวกเขาทั้งหมดมาพบกันก็ทำให้เรื่องราวขมวดปมเป็นเรื่องเดียวโดยมีฉากหลังเป็นการแข่งขันแห่งเกียรติยศ ระหว่างนั้นหนังจะแทรกข้อคิดและฉากดราม่าที่สร้างแรงบันดาลใจให้เราได้ขบคิดตามไปด้วย ส่วนตัวผมว่าประโยคที่ตราตรึงและเป็นธีมหลักของหนังเรื่องนี้คือประโยคที่ว่า “เราจะทิ้งชีวิตทั้งชีวิตทำไมเพียงเพราะมันบาดเจ็บ”
55
Up in the Air โดย Review-me
คุณสุขที่แท้จริงในชีวิตคืออะไร? เงินทอง ลาภยศ คนรัก...

Ryan Bingham นักจิตวิทยาของบริษัท ที่เชี่ยวชาญเรื่องการจัดสรรบุคลากร เขามีความสุขอยู่กับชีวิตที่ไม่มีพันธะและสนุกสนานไปกับการเดินทางที่ไม่หยุดนิ่ง จนกระทั่งเขาได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่ง Alex Goran ที่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต

ความสัมพันธ์ในมุมมองของ Ryan Bingham เป็นส่วนที่หนักที่สุดของชีวิต เปรียบกับการแบกกระเป๋าที่ต้องใส่อะไรลงไปมากมาย เขาเลยมองว่าความสัมพันธ์เป็นส่วนที่ไม่จำเป็นต้องแบก หรือใส่เอาไว้ให้เป็นภาระ…

การที่เขาเลือกจะไม่มีความสัมพันธ์กับใครเลย ซึ่งอาจเป็นเพราะ “ความกลัว” เขาได้มองเห็นด้านมืดของความสัมพันธ์ สถาบันครอบครัวที่ล้มเหลว และหากไปผูกพันกับใครอย่างลึกซึ้ง แต่เมื่อใดที่ความสัมพันธ์นั้นต้องจบลง ผลลัพธ์ที่ตามมาจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่เขาเองก็ไม่อาจจะรับไหว หรืออีกนัยหนึ่ง ด้วยการงานอาชีพที่เขาทำอยู่ ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่มีเวลาผูกสัมพันธ์กับใคร

เมื่อถึงจุดๆหนึ่งของชีวิตสิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปจะเริ่มตระหนัก คือการเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ และการมีคนรัก อย่างตัวเอกของหนังเรื่องนี้ ที่ได้ตระหนักว่า… “การประสบความสำเร็จ มีงานทำดีๆ มีเงินทองมากมาย บางครั้งก็อาจไม่ใช่ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่การมีใครสักคนที่คอยอยู่เคียงข้าง ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปจนแก่เฒ่าอาจเป็นความสุขที่แท้จริงของชีวิต”
54
10 Things I Hate About You โดย Kwanmanie.com
หลายคนจดจำ Heath Ledger ได้จากบทบาทเพศที่สามใน “Brokeback Mountain” หรือบทบาท “โจ๊กเกอร์” ใน “The Dark Knight” ที่เขาแสดงไว้ก่อนเสียชีวิต แต่สำหรับเรา เราประทับใจผู้ชายคนนี้มาตั้งแต่เรื่อง “10 Things I Hate About You (1999)” หนังโรแมนติก-คอเมดี้ ซึ่ง “โรบิน” หรือ Joseph Gordon-Levitt ก็ร่วมแสดงด้วย

จริงๆ แล้ว “10 Things I Hate About You” ก็เหมือนหนังรักวัยไฮสคูลทั่วไปที่มีปลายทางที่งานพรอม แต่ในขณะเดียวกัน หนังเรื่องนี้ก็มีเสน่ห์ มีชีวิตชีวา และมีฉากที่น่าจดจำกว่าเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นซีนที่ Heath Ledger ร้องเพลง “I Love You Baby” หรือซีนที่ Julia Stiles อ่านกลอน “10 Things” ในตอนท้ายเรื่อง

ในหนัง พระเอกไม่ได้แค่ทำให้นางเอกตกหลุมรักเขา นางเอกก็ไม่ได้แค่ทำให้พระเอกตกหลุมรักเธอ หากแต่นักแสดงทุกคนยังสามารถทำให้คนดูตกหลุมรักตัวละครนั้นๆ ไปกับเขาด้วย และนี่คือ 1 ใน 10 เหตุผลที่เรารัก “10 Things I Hate About You” เสมอมา
53
ต้มยำกุ้ง โดย สมาคมนิยมหนังอินดี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้คือฉากแอคชั่นที่จัดหนักจัดเต็ม พล็อตของหนังอาจไม่มีอะไร เหมือนเอาฉากแอคชั่นใหญ่ๆเจ๋งๆมาต่อกัน แต่ถ้าถามว่าเราเคยลืมหนังเรื่องนี้มั้ย ก็สามารถตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ไม่”

ใครจะไปลืมได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งมวลของต้มยำกุ้งเกิดขึ้นจากการตามหาช้าง! นี่ไม่ได้ประชด แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการทำหนังที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้อย่างเต็มพิกัด และมีเสน่ห์ในแบบของมัน ซึ่งเมื่อผนวกกับงานสร้างสรรค์คิวบู๊ที่แตกต่างจากหนังแอคชั่นยุคเดียวกัน นี่จึงเป็นอีกก้าวความภูมิใจเมื่อหนังไทยโกอินเตอร์
52
The 40 Year-Old Virgin โดย We Love Movie Club
ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของผู้กำกับ Judd Apatow กับเรื่องราวของ Andy หนุ่มใหญ่แสนซื่อที่ใช้ชีวิตกับความเวอร์จิ้นมาจนถึงอายุ 40 ปี กระทั่งเพื่อนร่วมงาน(จอมแสบ)ก็หวังดีกับการคิดแผนสารพัดมาให้ Andy ได้เปิดซิงกันเสียที หนังสะท้อนเรื่องราวของ ‘ความรัก’ และ ‘เซ็กส์’ ที่ควรมาพร้อมกันในเวลาที่ถูก กับคนที่ใช่ แม้อาจจะใช้เวลานาน แต่มันก็คุ้มค่าที่จะมอบทั้งตัวและใจให้กับคนที่เรารักและรักเราในแบบที่เป็น หนังโดดเด่นด้วยการนำเสนอโลกของผู้ใหญ่ที่พฤติกรรมอาจไม่โตตามตัวได้อย่างสนุกสนาน พร้อมมุกตลกสัปดนที่เด็ดขาดอย่างสร้างสรรค์ มากกว่าจะชวนเบียนหน้าหนี ซึ่งก็ต้องชม Steve Carell ที่มอบการแสดงที่เป็นธรรมชาติมากในบทหนุ่มใหญ่ผู้ไร้ประสบการณ์ทางเพศได้ซื่อ น่ารัก จนเราต้องคอยลุ้นเอาใจช่วยให้เขาผ่านช่วงเวลาแสนวุ่นวายนี้ไปได้ ตลอดจนทีมนักแสดงดังที่มารับบทสมทบกับการส่งต่อมุกกันได้เข้าขาสุดๆ (ถ้าตาดี คุณจะพบ Jonah Hill สมัยเข้าวงการใหม่ๆในฉากหนึ่งของหนังเรื่องนี้อีกด้วย!) ทั้งหมดนี้ทำให้นี่เป็นหนังคอมเมดี้สัปดนที่สมบูรณ์ทั้งในแง่ความบันเทิงที่ทั้งฮาก๊ากและอบอุ่นในตัว ที่นานๆจะเจอสักเรื่องที่ทำได้ลงตัวขนาดนี้
51
No Country for Old Men โดย Filmzlap
แม้จะเป็นหนังที่เข้าใจยากในกลุ่มคนทั่วไป แต่เนื้อหาของหนังจริงๆก็มีอะไรที่ควรค่าแก่การหยิบเอามาดูรอบสองรอบสาม สำหรับผลงานของผู้กำกับสองพี่น้องอัจฉริยะ อีธาน และโจเอล โคเอ็น เจ้าของรางวัลหนังยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ประจำปี 2008 (รวมไปถึงสาขากำกับ, นักแสดงสมทบชายและบทยอดเยี่ยม)

สิ่งที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้ก็คือการเล่าเรื่องนิ่งๆ แต่เฉียบคาดของสองพี่น้องโคเอ็น ที่ทำให้คนดูเย็นยะเยือกไปกับเรื่องราวที่กำลังนำเสนอได้ เช่นเดียวกับการแสดงที่ไม่ว่าจะเป็น ใครก็แล้วแต่ในหนังถือได้ว่าเป็นการคัดเลือกนักแสดงที่เหมาะสมกับบทบาท และเป็นเครื่องตอกย้ำได้ว่า ฮาเวียร์ บาร์เด็ม เจ้าของบทร้ายกาจสุดพลังเลือดเย็นอำมหิตในหนังเรื่องนี้ เหมาะสมกับรางวัลสมทบชายบนเวทีออสการ์จริงๆ ใครที่อยากจะดูหนังเครียด ลุ้นระทึก ลุ่มลึกและเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่แทบจะทำให้หยุดหายใจ แบบไม่ต้องมีซีนแอ็คชั่นระเบิดตู้มต้ามมาเป็นจุดขาย ก็ถือว่าเป็นหนังที่จะตอบโจทย์ได้ดีมาก
50
The Impossible โดย PatSonic
ภาพเหตุการณ์ที่น่าเศร้าและสะเทือนใจบนแผ่นดินบ้านเกิดยังไม่หายไปจากหัวใจคนไทยทุกคน The Impossible จำลองภาพเหตุการณ์ของครอบครัวสเปนครอบครัวหนึ่งที่ประสบภัยจากเหตุสึนามิในประเทศไทยเมื่อปี 2004 สึนามิครั้งที่เราไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนและสุดร้ายแรง ทำให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนสูงเอาการ และความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อของคนไทย ก็ทำให้มีหลายคนหยิบเอาไปเล่าสู่กันฟัง
 
ครอบครัวเล็กที่มีพ่อและแม่ของลูกๆ ทั้งสามคน เรื่องราวของการพลัดพรากและการตามหา นักแสดงทั้งหมดต่างกุมบทบาทที่โดดเด่นของตน และต่างก็ทำได้ดีไร้ที่ติ Ewan McGregor แสดงเป็นชายผู้ซึ่งออกตามหาเมียและลูกโดยได้รับน้ำใจไมตรีจากคนไทย
 
114 นาทีของหนัง มีแต่เพียงความเศร้า ซึ้ง สะเทือนใจเอามากๆ และมีรอยยิ้มเจือเข้ามาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หนังไม่ได้บอกกับเราเพียงเรื่องของความรักระหว่างคนในครอบครัว แต่ยังเอ่ยถึงความรักที่เผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นๆ มาเรียผู้เป็นแม่ (ที่แสดงโดย Naomi Watts) ผู้ได้รับความช่วยเหลือจากคนท้องถิ่น เธอก็เผื่อแผ่ไปยังคนที่เข้ามาขอความช่วยเหลือบ้าง และก็ยังสอนให้ลูกเธอทำในสิ่งเดียวกันด้วย
49
Star Trek: The Wrath of Khan โดย JEDIYUTH
Star Trek: The Wrath of Khan ออกฉายปี 1982 และจนถึงวันนี้ที่มีการสร้างหนังชุดนี้มากว่า 12 ภาค มันยังคงติดอันดับหนึ่งในใจของสาวกทุกครั้งเมื่อมีการสำรวจความเห็น แม้ว่าเทคนิคพิเศษในเรื่องอาจจะดูเชยไปบ้างเมื่อเทียบกับยุคสมัยคอมพิวเตอร์กราฟฟิกที่สร้างทุกอย่างได้สมจริงของยุคนี้ แต่ความสนุก ตื่นเต้น และปรัชญาที่แฝงในหนังยงคงตราตรึง เป็นอมตะ จนทำให้คุณมองข้ามเรื่องเทคนิคพิเศษไปได้เลย

สิ่งที่ Star Trek: The Wrath of Khan ทำสำเร็จและเหนือกว่าทุกภาคก็คือการที่ผสมเรื่องราวการผจญภัยในอวกาศอันไกลโพ้นและน่าพิศวงที่ยังพาเราได้สำรวจความเป็นมนุษย์ในส่วนลึกของตัวเราเองไปพร้อมกัน ความตื่นเต้นและลุ้นระทึกของฉากปะทะและชิงไหวชิงพริบระหว่างธรรมะกับอธรรม นิยามว่าด้วยมิตรภาพและครอบครัว และปรัชญาว่าด้วยนิยามของสิ่งมีชีวิต ทั้งหมดนี้ถูกจัดวางอย่างถูกจังหวะและกลมกล่อมกว่าที่จะมีภาคไหนสู้ได้ ไม่เพียงเป็นหนัง Star Trek อันคลาสสิค แต่ยังถือเป็นหนังไซไฟคลาสสิคเรื่องหนึ่งด้วย
48
The Royal Tenenbaums โดย เทพเจ้าคอนเน็ตโต้
ผลงานลำดับที่สามของผู้กำกับสุดติสต์ เวส แอนเดอสัน และเป็นงานที่ทำให้ชื่อเสียงเขาอย่างมากและเริ่มมีลายเซ็นที่ชัดเจนอย่าง มุมกล้องฉาก90องศา โทนสีพาสเทล ตัวละครเด็กหัวขบถ(ผู้ใหญ่ไม่รู้จักโต) และตัวละครแปลกประหลาด โดย เวส จับเอาพล็อตพื้นฐาน อย่างความบาดหมางในครอบครัวเทนเนบัลม์ มาเป็นแก่นหลักของเรื่อง ลองจินตนาการถึงผู้กำกับคนอื่นมาทำหนังเรื่องนี้ มันคงจะดราม่าและหม่นหมองน่าดู แต่เวส แอนเดอสัน กลับสามารถทำ The Royal Tenenbaums ได้อย่างขบขันและอบอุ่นหัวใจ มันจึงแปรรูปเป็นหนังฟีลกู๊ด ที่มีองค์ประกอบ แบบเวสๆอยู่เต็มเปี่ยม และคงยังคลาสสิคอยู่เสมอมา
47
Stardust โดย แมวตัวนั้นนั่งดูหนังตรงแถวc
แมธธิว วอห์น เป็นผู้กำกับที่มีหนังที่คนรู้จักและชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็น X-Men: First Class และ Kick-Ass และล่าสุด Kingsman: The Secret Service กำลังเข้าฉายบ้านเรา หนังอีกเรื่องหนึ่งที่แอดแมวชอบมากๆของฮี นั่นคือ Stardust ศึกมหัศจรรย์ ปาฏิหาริย์รักจากดวงดาว หนังโรแมนติก-แฟนตาซี ความรู้สึกก่อนเข้าโรงตอนนั้นคือไม่อยากดูแต่โดนบังคับให้ดู แต่พอดูจบเท่านั้นแหล่ะ กลายเป็นว่า “ชอบมาก” เรื่องราวเกี่ยวกับพระเอกที่ใสซื่อ ขี้แพ้ ต้องไปหาดาวตก ทีนี้พอไปถึงแทนที่จะเจอดาวตกดันกลายเป็นสาวสวยตกลงมาจากฟ้าซะงั้น แถมแม่มดใจร้ายยังต้องการหัวใจของสาวคนนี้เพื่อรักษาความสาวอีก พระเอกเลยตกกะไดพลอยโจรไปกะเค้าด้วยฮะ เท่าที่ฟังเรื่องราวคือโคตรจะธรรมดามาก แต่ความดีงามของเรื่องนี้คือ เป็นหนังที่ดูสนุกและน่ารักจริงๆ ทุกคนเล่นเต็มที่ มิเชลไฟเฟอร์ทั้งร้ายทั้งฮา แต่พีคที่สุดคือโรเบิร์ด เดอนีโรฮี ขโมยซีนมาก (ขโมยยังไงต้องไปดู) ส่วนพระเอกตอนแรกเฉยๆ แต่พอดูไปเรื่อยๆ คือแบบ เฮ๊ยฮีคิ้วนะ! ยิ่งดูยิ่งหล่อ พอฮียิ้มเท่านั้นแหล่ะ แอร๊ยย ละลาย ดูจบก็เพ้อไปหลายวัน นี่เป็นหนังนอกสายตาที่ดูแล้วสนุกกว่าที่เห็นจากหน้าหนังมาก ถ้าอยากหาหนัง แฟนตาซี น่ารัก ผจญภัย ตลก มุ้งมิ้งงุ้งงิ้งสักเรื่อง และยังไม่ได้ดูเรื่อง Stardust แนะนำให้ลองหามาดูเลยฮะ
46
Pride and Prejudice โดย Earth Oscar
ผู้กำกับ โจ ไรท์ แจ้งเกิดในฐานะ เจมส์ ไอโวรี่ แห่งยุคมิลเลเนี่ยม จากการดัดแปลงวรรณกรรมชิ้นเอกของ เจน ออสเตน เรื่อง Pride and Prejudice ให้กลายเป็นหนังพีเรียดกรุ่นกลิ่นอายโรแมนติกหวานซึ้ง ที่มีความสดใหม่ ด้วยการนำเทคนิคภาพยนตร์ที่โดยปกติเราจะไม่ได้เห็นในหนังพีเรียดยุคก่อนอย่าง การถ่าย Long Take การใช้ภาพมุมกว้างที่แสดงให้เห็นวิวทิวทัศน์กว้างไกล มาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม แต่ยังรักษาความละเมียดละมุนของภาพ และถ่ายทอดบรรยากาศอันทรงเสน่ห์ของยุคสมัยได้อย่างครบถ้วน ที่สำคัญนี่คือหนังที่ทำให้ความงาม และเสน่ห์ของ เคียร่า ไนท์ลี่ ในวัยแรกสาวเจิดจรัสอย่างที่สุด
45
Airdoll โดย วิจารณ์ภาพยนตร์
ในแง่หนึ่งการเกิดขึ้นของตุ๊กตายางในมุมมองของทั่วไปนั้นมักมองในแง่ของสิ่งบำบัดความใคร่ของคนที่ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์ได้จนต้องสร้างความสัมพันธ์ปลอมๆขึ้นมาทดแทน แต่หนังของโคเรเอดะเรื่องนี้ ยังได้พาไปสำรวจมุมมองที่ลึกและกว้างขวางกว่านั้น

เพราะนอกจากจะแสดงให้เห็นความเปลี่ยวเหงาในการดำเนินชีวิตของคนเมืองในญี่ปุ่นยุคปัจจุบันที่แทบไม่มีเวลาสร้างความสัมพันธ์จริงๆกันแล้ว หนังยังได้พาไปสำรวจจิตใจตุ๊กตายางที่กลับมีหัวใจขึ้นมาอีกด้วย ทำให้ Air Doll เป็นหนังที่แสดงภาพสะท้อนไปมาระหว่างมนุษย์และอมนุษย์อย่างลุ่มลึกในภาวะจิตใจของคนในสังคมญี่ปุ่นที่ตึกราอาคารและการทำงานเข้ามาเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตมากซะจนความสัมพันธ์ที่เปิดเผยและจริงใจต่อกันแทบจะเลือนหายจากไป
44
Pretty Woman โดย Cinema Paradiso by Golffy
หนึ่งในหนังรอมคอมที่ควรดูก่อนจะคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง! งานสร้างชื่อให้เจ๊จูเลีย โรเบิร์ตส์ ยิ้มรับฉายาบานฉ่ำมาจนทุกวันนี้ และคู่ขวัญอย่าง ริชาร์ด เกียร์ ก็เป็นชายหนุ่มที่เหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยายของสาวๆ ทั้งสองพร้อมผู้กำกับแกร์รี่ มาร์แชลล์ ช่วยกันทำให้ Pretty Woman กลายเป็นตำนานบทใหม่ของซินเดอเรลล่าข้างถนน ระหว่างโสเภณีสาว กับนักธุรกิจหนุ่มใหญ่สุดหล่อ ที่ได้ใช้โอกาสร่วมกันเพียงหกวัน ช่วยเติมเต็มกันและกัน และ “ตกหลุมรักกัน” ท่ามกลางบททดสอบของความถูกต้องทางสังคม หนังถ่ายทอดออกมาในโทนสดใส มองโลกในแง่ดี โรแมนติก อบอุ่น ชวนจิกหมอน โดยไม่ทำให้หลายเหตุการณ์กลายเป็นความล่อแหลม เต็มไปด้วยความบันเทิงในแบบไม่มีพิษภัย และถึงจะถูกมองว่าเป็นหนังรักน้ำเน่าแบบยกมาทั้งคลองแสนแสบ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในบางอารมณ์ เราเองก็ต้องการหนังแนวๆนี้มาช่วยพักใจ และเติมพลังมโนให้กับชีวิต
43
Shrek โดย JEDIYUTH
แม้ Shrek เป็นหนังที่มีอายุเพียง 13-14 ปี แต่ความพิเศษ ความแปลกใหม่ และความสนุกที่ไม่เสื่อมคลายของมันบอกเราว่ามันจะกลายเป็นหนังคลาสสิคในอนาคต ความพิเศษของมันไม่เพียงเป็นการนำขนบของเรื่องราวเทพนิยายมาล้อเลียน เอามาแซวอย่างฉลาด แต่ยังฉีกกฎหลายอย่างแบบที่ทำให้ผู้ชมเซอร์ไพรส์พร้อมๆ กับความฮา ขณะเดียวกันก็ยังให้คติสอนใจแบบที่หนังเทพนิยายมักมีให้ ด้วยความสนุกที่ดูได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แถมยังสร้างตัวละครขึ้นมามากมายจนกลายเป็นที่จดจำ มันมีความคลาสสิคจริงๆ
42
The Green Mile โดย Review-me
“รูปธรรม” สิ่งที่คนเราสามารถมองเห็น และจับต้องได้ ซึ่งกลายเป็น “ค่านิยม” และ “ความเชื่อ” ของคนกลุ่มหนึ่งที่มักตัดสินใครสักคนหนึ่งเพียงแค่ “รูปลักษณ์ภายนอก”

ณ ดินแดนประหาร Paul Edgecomb ผู้ทำหน้าที่ดูแลนักโทษ เขาได้พบกับ John Coffey นักโทษผิวสีร่างยักษ์ ในคดีฆาตกรรมเด็กสาว ถึงแม้ภายนอกอาจจะดูน่ากลัว แต่ทว่านิสัยของเขากลับเป็นคนรักสงบ มีจิตใจอ่อนโยน ชอบช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งนั่นก็ทำให้ John Coffey กลายเป็นที่รักของผู้คน ณ ดินแดนประหารแห่งนี้

เมื่อพูดถึงคน “ผิวสี” ความคิดแรกของใครหลายคนอาจจะนึกถึง อาชญากรรม ยาเสพติด ความรุนแรง รวมไปถึง ทาส หรือ ชนชั้นต่ำทางสังคม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาพลักษณ์ใน “แง่ลบ” และเป็นการ “เหยียดผิว” ด้วยกันทั้งสิ้น ความคิดเหล่านี้กลายเป็น “ค่านิยม” ที่ถูกส่งต่อ อีกทั้งรูปลักษณ์ภายนอกที่อาจดูน่ากลัว ไม่ค่อยเป็นมิตร กลายเป็นการตอกย้ำ “ค่านิยม” จนกลายเป็น “ความเชื่อ” ส่วนบุคคลไปในที่สุด

John Coffey เขาถูกชาวบ้านไปพบในขณะที่กำลังโอบกอบศพของเด็กสองคน ซึ่งก็ไม่แปลกที่เขาจะถูกตราหน้าในทันทีว่าเป็นผู้ก่อเหตุฆาตกรรมเด็กทั้งสอง เพียงเพราะ “สภาพแวดล้อมภายนอก” รวมไปถึง “ค่านิยม” และ “ความเชื่อ” เกี่ยวกับคนผิวสี

อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรตัดสินคนหนึ่งๆ เพียงจากรูปลักษณ์ภายนอก เชื้อชาติ หรืออะไรก็ตามอย่างผิวเผิน แต่เราควรให้โอกาส ใช้เวลาในการศึกษาความคิด ความอ่าน เนื้อแท้ภายในจิตใจของเขา เหมือนอย่าง John Coffey ที่เวลาได้พิสูจน์ตัวตนของเขาให้คนรอบข้างได้เห็นว่าคนจะ “ดี” หรือ “ชั่ว” ไม่อาจตัดสินได้ด้วยเพียง “รูปลักษณ์ภายนอก” The Green Mile
41
Armageddon โดย GossipGun
Armageddon อาจไม่ใช่หนังรางวัลที่ดีโดดเด่นอะไร แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นี่คือหนังที่โคตรจะมัน จนต้องยกให้เป็นหนังหนึ่งใน Best Popcorn Movie Ever ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง หนังตรึงเราให้อยู่กับเก้าอี้ ตื่นตาและอ้าปากค้างไปได้กับทุกฉาก ตั้งแต่อุกกาบาตตกกลางเมือง ไล่ไปจนถึงภารกิจนอกโลกสุดระทึก ความดีความชอบทั้งหมดต้องยกให้โปรดิวเซอร์มือทองอย่าง Jerry Bruckheimer และผู้กำกับ Michael Bay ที่จัดหนัก ทั้งฉากแอ็คชั่นที่ใส่เต็มแบบไม่ยั้ง และฉากรักที่บีบหัวใจ ทุกองค์ประกอบจึงออกมา เท่ห์ โดนใจ สามารถดูแล้วดูอีกได้โดยไม่มีวันเบื่อ ครบองค์ประกอบหนัง Blockbuster ที่ควรจะมีทุกประการ !
40
อุโมงค์ผาเมือง โดย What the Flick
อะไรที่เป็นตัวชี้วัดว่าสิ่งที่คุณได้รับฟังนั้นเป็นเรื่องจริง สิ่งที่บอกเล่าผ่านปากใครซักคนหนึ่งนั้นแม้เขาพูดตามที่คิดก็มิได้แปลว่า มันคือความจริงเสมอไป แล้วยิ่งหากการพูดความจริเป็นดั่งเสี้ยนหนามทิ่มแทงคิดว่าเขาจะเผยมันออกมาให้เราได้รับรู้เช่นนั้น หรือ??

หนังแนวสืบสวนของไทยที่หาดูได้ไม่บ่อย แถมมากับบรรยากาศทางเหนือสมัยเก่าในวิวทิวทัศน์ป่าเขาสบายตา เรื่องราว ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นโดยมีผู้ต้องหาในเหตุการณ์สามคน ถูกสอบสวนโดยเล่าเรื่องของตนเอง เรื่องราวของพยานและผู้ต้องสงสัย ทั้งสองนั้นแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว และดูมีเหตุผลอย่างลงตัวกันหมด แต่ไม่ว่าใครในนี้ต้องมีฆาตกรตัวจริง และมีคนที่พูดโกหก ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านผู้ชมต้องไปติดตามและค้นหาความจริงด้วยตัวเอง คาดเดาได้ยากมาก เรื่องเนื้อเรื่องนี่ต้องขอชมว่าร้อยเรียงมา เป็นอย่างดีทีเดียว ล้า ลึก มีเหตุผล แรงจูงใจที่หนักแน่น น่าเชื่อถือ นอกจากด้านเนื้อเรื่องแล้ว ส่วนที่ตราตรึงใจอีกส่วนคือผลงาน

การแสดง ทุกท่านทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีมากๆ ดาราไทยคุณภาพคับจอถูกบรรจุลงในตัวละครที่เหมาะสมอย่างน่าสนใจ กลิ่น ไอทางเหนือทำให้เรารู้สึกเพลินได้ดีทีเดียว นอกจากนั้นหนังยังให้แนวคิดที่ดีของการเอาตัวรอดโดยสัญชาติญาณมนุษย์อันเป็น ประโยชน์แก่ชีวิตอีกด้วย
39
The Untouchables โดย ชมรมคนวิจารณ์หนังไม่เป็น
ผลงานแก๊งค์เตอร์แอคชั่นสุดเนี๊ยบจาก ไบรอัน เดอ พาลม่า ในสมัยที่แกยังทำหนังพีคๆหลายๆเรื่องติดกัน ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นการหยิบเรื่องราวจากเหตุการณ์จริงในการจะจับตัว “ผู้ที่แตะต้องไม่ได้” อย่างเจ้าพ่ออัลคาโปน กับการนำเสนอเรื่องราวที่ไม่ได้ไปเน้นทางฝั่งมาเฟียอย่างเดียว เป็นหนังที่พร้อมจะสำรวจจิตใจของทีมตำรวจสี่นายที่จะปราบธุรกิจสกปรกของผู้ที่แตะต้องไม่ได้ ซึ่งตัวหนังก็ทำออกมาได้ดีซะด้วย ทำให้เราอดลุ้นไม่ได้ที่จะให้ต้องไม่มีในทีมตายเลยสักคน นอกจากนี้การทำหนังของผกก.คนนี้มีความเนี๊ยบอย่างมากในการตัดต่อของแก โดยเฉพาะฉากแอคชั่นบันไดในสถานีรถไฟในตำนานที่เผยให้เห็นถึงมุมกล้องและการตัดต่อสุดเนี๊ยบและเต็มไปด้วยความมันส์ครบรูปแบบ จนยกให้เป็นฉากแอคชั่นที่ดีที่สุดอีกฉากนึงเลยก็ได้ และก็คงกลายเป็นอีกหนังแก๊งค์เตอร์ปราบแก๊งค์เตอร์สุดคลาสสิคอีกเรื่องเลยก็ว่าได้..
38
Twelve Monkeys โดย JackobotReview
ถึงแม้ว่า 12 Monkeys จะมีอายุล่วงเลยมา 20 ปี มันก็ยังเป็นหนึ่งหนังแนว Sci-fi – Mystery – Thriller ที่ยอดเยี่ยมและห้ามพลาดอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยบทอันชาญฉลาดที่ชวนให้คนดูสงสัย อยากติดตามอยู่ตลอด และยังมีปมและประเด็นหลายอย่างให้คนดูได้คิดตามและเก็บไปขบคิดตลอดเวลาที่หนังกำลังเดินเรื่องหรือแม้กระทั่งหนังจบไปแล้วก็ตาม หนังยังเต็มไปด้วยบรรยากาศอันน่าหดหู่ ตึงเตรียด และอบอวลไปด้วยความไม่น่าไว้วางใจที่ช่วยยกระดับความตื่นเต้นและกดดันให้กับหนังได้อีกหลายเท่าตัว แถมยังเป็นหนึ่งในหนังที่อยู่แถวหน้าของหนังคุณภาพที่มีเนื้อเรื่องเล่นกับ “เวลา” ที่สำคัญมากๆและไม่พูดถึงไม่ได้ คือการแสดงอันยอดเยี่ยมเหนือชั้นของทั้ง Bruce Willis และ Brad Pitt ที่ทำให้เราการันตีได้ว่า เพราะเหตุใด นักแสดงสองคนนี้ยังคงยืนอยู่แถวหน้าของฮอลลีวู้ดจวบจนทุกวันนี้
37
Definitely, Maybe โดย PatSonic
เรื่องราวของ วิลล์ เฮย์ คุณพ่อที่ต้องไปรับมายา ลูกสาวที่โรงเรียน วันนั้น ครูดันสอนเพศศึกษาเข้าให้ สุดท้ายด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก ผู้ใหญ่อย่างวิลล์เลยต้องเล่าความหลังความรักของตัวเองให้ลูกฟัง ในช่วงเวลาที่เขาเตรียมตัวจะหย่ากับภรรยา เขากลับต้องมาเล่าเรื่องความหลังของการพบรักกับแม่ของลูก ซึ่งมันได้พัวพันไปถึงผู้หญิงอีก 2 คนที่เข้ามา กลายเป็นชีวิตรักที่ยุ่งเหยิงสามเส้า
 
ความสนุกของหนังเรื่องนี้มันมีอยู่หลายส่วน หนึ่ง คือ เขาเล่าโดยไม่เปิดเผยว่า คนไหนคือแม่ของมายา ซึ่งแน่นอนว่า นอกจากมายาในเรื่องจะไม่รู้แล้ว คนดูก็จะไม่รู้เช่นกัน พร้อมทั้งก็ต้องมาลุ้นเดากันว่า จะใช่คนที่คิดไว้ไหม สอง คือ เขาใส่บุคลิกของผู้หญิงสามแบบไว้ในเรื่องเดียวกัน ให้คนดูเลือกเอาเองว่าชอบแบบไหน ซึ่งถ้าเลือกไว้แล้วก็คงหวังจะให้พระเอกจบแบบ Happy Ending กับผู้หญิงคนนั้นแน่นอน และสาม คือ เรื่องรักอันยุ่งเหยิิงนี้ไม่มีอะไรเดาง่ายตายตัว แม้เราจะรู้ว่าเดี๋ยวคนเดิมต้องกลับมา แต่ใครจะกลับมาก่อนหลัง คงเป็นเรื่องที่ต้องลุ้นเอา
 
นอกจากเราจะได้พบกับ Ryan Reynolds ในบทคุณพ่อแสนอบอุ่นแล้ว เรายังได้พบกับ  Abigail Breslin จาก Little Miss Sunshine ที่แสดงได้น่ารักเป็นธรรมชาติมากๆ 
36
องค์บาก 1 โดย วิจารณ์ภาพยนตร์
อาจกล่าวได้ว่า องก์บากเป็นหนังที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย และยังเป็นหมุดหมายที่สำคัญของหนังแอ็คชั่นโลกในยุคสหัสวรรษใหม่ หลังจากผนึกกำลังระหว่าง พันนา ฤทธิไกร ผู้กำกับหนังยอดนักบู๊ ที่ส่งตัวแทนลูกศิษย์เอก จา พนม กับ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ที่กำลังหาที่ทางให้หนังไทยในเวทีระดับโลก จนได้หนังที่มีส่วนผสมของเอกลักษณ์ไทยอย่าง มวยไทย และความสดใหม่ เล่นจริงเจ็บจริง ในแบบที่หนังตะวันตกกำลังโหยหา จนกลายเป็นหนังองก์บาก ที่ปลุกกระแสหนังมาร์เชียลอาร์ตให้กลับมาอีกครั้ง หลังจากการซบเซาของหนังฮ่องกง นอกเหนือจากการการออกแบบฉากแอ็คชั่นที่มีผสมความเป็นไทยเข้าไปแล้ว สิ่งที่โดดเด่นของหนังคือการดีไซน์อาวุธที่ไม่คิดว่าจะเป็นอุปกรณ์ในการต่อสู้ได้ จนเหมือนเป็นเรื่องตลกที่จริงจัง และหลังจากผลสำเร็จขององก์บาก หนังในภูมิภาคอาเซียนก็เริ่มกลับไปมองศิลปะป้องกันตัวประจำชาติของตัวเองและประยุกต์เข้าไปในหนัง เพื่อหวังจะเดินตามรอยและถูกยอมรับในเวทีนานาชาติ
35
Blue Valentine โดย JEDIYUTH
“แรกรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน เก่าไปนานน้ำตาลยังว่าขม” นั่นคือสิ่งที่หนัง Blue Valentine ของเดเร็ก เซียนฟรานซ์ สะท้อนออกมาได้อย่างสมจริง เจ็บปวด และมีศิลปะ หนังนำเสนอเรื่องราวความรักของคู่รักหนุ่มสาวที่นำแสดงโดยไรอัน กอสลิ่ง และ มิเชล วิลเลียมส์ ในยามรักแรกหวานชื่นก่อนแต่งงาน และในยามที่หลังจากแต่งงานไปแล้ว โดยเล่าเรื่องคู่ขนานกันไปเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงอารมณ์เมื่อยามและและเมื่อยามขม พร้อมบอกใบ้ถึงเหตุการณ์ระหว่างนั้นที่อาจเป็นสาเหตุของรักร้าง สองนักแสดงนำถ่ายทอดออกให้ดูจริงจนน่าขนลุก และชวนให้เราร้าวร้าน
ขณะที่ผู้กำกับก็ใช้การถ่ายภาพด้วยกล้องที่แตกต่างกันในต่างช่วงเวลาเพื่อเป็นลูกเล่นได้อย่างมีเสนห์และสร้างสรรค์
34
Dumb & Dumber โดย KURENAI THE MOVIE
แม้จะ 20 ปีผ่านไปแต่ความไม่รู้เรื่องและความซื่อ (ปนบื้อ) ของสองเกลอทั้ง ลอยด์ (จิม แคร์รี่) และ แฮร์รี่ (เจฟฟ์ แดเนี่ยลส์) ก็ยังคงความยอดเยี่ยมไม่เปลี่ยนนั่นก็คือความฮาและความสนุก แม้หนังจะนานตั้งแต่ปี 1994 แล้วก็ตามที แต่ถึงอย่างนั้นถึงเอามาเปิดดูในยุคนี้หนังก็ยังสนุกและฮาไม่ปลี่ยนกับความบวมของ ลอยด์ และ แฮร์รี่ หนังเอาอยู่ตั้งแต่ฉากแรกของหนังที่ ลอยด์ ขับลีมูซีนมาถามทางผู้หญิง จนถึงฉากจบที่ ลอยด์ และ แฮร์รี่ ไม่ได้ขึ้นรถคันนั้นไป Dumb and Dumber เป็นหนังที่เราเสียเวลาไป 107 นาทีแต่เป็นอะไรที่คุ้มค้ามาก กับการดูหนังสักเรื่องที่เราไม่ได้คาดหวังว่ามันจะทำให้เราหัวเราะได้เต็มที่แต่ผลที่ได้คือการที่เราหัวเราะกับทุกฉากที่หนังเล่น ฮาตั้งแต่ต้นจนจบ หนังยังไม่มีเม้มที่จะอัดมุกต่างๆ จนเราฮาไม่หยุด ไม่ว่ามุกจะติดเรทแค่ไหนก็ตามที่ เราก็พร้อมจะฮาไปตลอด เรียกได้ว่านี่เป็นหนังที่จัดว่าบันเทิงอีกเรื่อง อีกทั้งหนังยังได้การแสดงที่เข้าขากันแบบกิ่งทองใบหยกของ แคร์รี่ และก็ แดเนี่ยลส์ ที่ทำอะไรก็ฮาไปหมด ถ้าจะหยิบหนังสักเรื่องที่จะจะทำให้สนุกและปลดปล่อยความเครียด ก็ต้องเป็นทางด้าน Dumb and Dumber ที่เป็นคำตอบครับ
33
Ordinary People โดย ทัศนะภาพยนตร์
Ordinary People เปิดเรื่องมาด้วยเสียงอันไพเราะของบทเพลง Canon in D ซึ่งเป็นเหมือนบทโหมโรงอันแสนสุขก่อนที่จะตามด้วยโศกนาฎกรรมที่ไม่สุขสมตามตัวเพลงแต่อย่างใด มนุษย์เราแต่ละคนมีกลไกการรับมือกับความสูญเสียแตกต่างกันไป สำหรับคอนราด แจเร็ต (รับบทโดยทิโมธี ฮัทตันที่ให้การแสดงครั้งแรกได้อย่างยอดเยี่ยม) เป็นเด็กหนุ่มที่ดูพร้อมทั้งสติปัญญา หน้าตา และกิจกรรมทั้งการร้องเพลงประสานเสียงและนักกีฬาว่ายน้ำ กระนั้นสิ่งที่เห็นก็อาจมิใช่สิ่งที่เป็น คอนราดยังคงถูกหลอกหลอนจากการตายของพี่ชาย ‘บั๊ค’ ผู้เพียบพร้อมและมีชีวิตชีวา เด็กหนุ่มกล่าวโทษตัวเองจนถึงขึ้นกระทำอัตวินิบาตกรรม เค้าต้องเข้าหาจิตแพทย์เพื่อบำบัด

หนังแสดงให้เห็นภาพการรักษาของจิตแพทย์ที่สมจริงและทำให้เราเชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้ช่วยบำบัดคนไข้ได้อย่างไร ซึ่งสำหรับผู้ชมชาวไทยน่าจะเข้าใจได้แจ่มชัดขึ้นว่าทำไม่ฝรั่งเค้าถึงชอบไปหาจิตแพทย์กัน สำหรับเบ็ธผู้เป็นแม่ (แมรี่ ไทเลอร์ มัวร์ในบทเบ็ธให้การแสดงที่ตราตรึงกับการแสดงที่ต้องเก็บกดแต่ก็พร้อมประทุตลอดเวลา) เธอได้ทิ้งความรักทั้งหมดของเธอไปพร้อมกับความตายของบั๊ค แล้วพยายามทำชีวิตที่เพียบพร้อมของเธอให้เป็นเหมือนเดิม แม้สุดท้ายแล้วเธอจะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงก็ตาม กล่าวคือสำหรับคนภายนอกแล้วอาจมองเห็นเธอเป็น ‘สตรีที่ใครๆก็รัก’ ตามที่หนังเรียก แต่กลับคนในครอบครัวแล้วเธอกลับเย็นชาห่างเหินและต่อไม่ติด สำหรับคาลวินผู้พ่อ (โดนัลด์ ซุทเธอร์แลนด์กับการแสดงที่น่าจดจำ) ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวละครที่น่าเห็นใจที่สุดในเรื่อง เค้าคือกาวที่คอยประสานรอยร้าว แต่กระนั้นบางรอยร้าวก็มิอาจประสานคืนเฉกเช่นครอบครัวแจเร็ตภายหลังการสูญเสีย Ordinary People เป็นงานที่สะท้อนสภาพครอบครัวอเมริกันชนชั้นกลางที่ให้ปลอกเปลือยตัวละครได้อย่างร้าวรานจับใจ
32
The Birds โดย หนังโปรดของข้าพเจ้า
พล๊อตหนังสัตว์จู่โจมมนุษย์ธรรมดาในปี 1963 แต่คลาสสิกมาก ๆ อย่างแรกเพราะมันคือปี 1963 ในช่วงยุคที่ยังไม่มีหนังประเภทนี้ (ซึ่งก็คงเป็นแรงบันดาลใจให้ Spielberg กำกับ Jaws และ Jurassic Park) อย่างที่สองคือการเล่าเรื่องของหนังมันเป็นธรรมชาติมาก เหมือนเล่าชีวิตประจำวันของคนธรรมดาโดยมีเรื่องราวนกจู่โจมเป็นส่วนประกอบเรื่อง และอย่างที่สามคือการเลือกสัตว์อย่างนกธรรมดา ๆ นกนางนวล นกอีกามาทำร้ายมนุษย์มันช่วยเพิ่มความน่ากลัวขึ้นเยอะเลย

หนังอาจจะถูกลดคุณค่าลงเพียงเพราะมันไม่ได้บอกเล่าถึงที่มาสาเหตุที่นกโจมตีมนุษย์ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าหลายสิ่งบนโลกนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้เลย ดังนั้นหากเรามองข้ามปัจจัยนี้ไปก็จะสัมผัสถึงความยอดเยี่ยมของ The Bird อย่างแน่นอน The Birds
31
Tangled โดย สมาคมนิยมหนังหวาน
Animation ที่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็น Romantic Comedy เทียบชั้นหนังรอมคอมคนแสดงชั้นดีหลายเรื่องได้สบายๆ … กับการเลือกตีความเรื่องราวจากเทพนิยายเยอรมัน เจ้าหญิงราพันเซลผู้โดนลักพาตัวมาแอบซ่อนไว้ในหอคอยสูง ให้ออกมาเปี่ยมเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ดำเนินเรื่องสนุกสนาน เรียบเรียงบทมาดี ยังรู้สึกว่าน่าติดตามอยู่แม้จะเป็นเรื่องราวที่เรารู้และคุ้นเคยมาก่อนแล้วก็ตาม ประกอบกับภาพสวยๆ และดนตรีประกอบที่ไปในทางดนตรีป๊อปเป็นหลัก ได้ใจทั้งแฟนๆ การ์ตูน … แฟนหนังของค่าย Disney และคอหนังรักทั่วไป
30
The Perks of Being a Wallflower
โดย แมวตัวนั้นนั่งดูหนังตรงแถว C
Wallflower คือดอกไม้ที่ขึ้นข้างกำแพง ไม่มีใครสังเกต ไม่มีใครสนใจ ก็เหมือนพระเอกในหนังเรื่องนี้ (โลแกน เลอร์แมน) ที่เคยเจอเรื่องร้ายเกิดขึ้นในชีวิต ทำให้ฮีกลายเป็นคนมีปัญหาในการเข้าสังคม โลกส่วนตัวสูง ไม่มีเพื่อน จนได้เจอกับนางเอก แซม (เอ็มม่า วัตสัน) เพื่อนสาวที่ร่าเริง แจ่มใส และ แพทริก (เอสร่า มิลเลอร์) ทำให้พระเอกได้เจอกับมิตรภาพ

The Perks of Being a Wallflower
ความน่าสนใจของเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของการยอมรับคุณค่าของตัวเอง การค้นพบตัวเอง การข้ามผ่านไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ การยอมรับในสภาพเพศและเรื่องราวของความรัก นี่เป็นหนังวัยรุ่นอีกเรื่องที่ทำให้เราได้ย้อนกลับไปสมัยม.ปลาย นึกถึงบรรยากาศตอนสมัยเรียน การได้ปาร์ตี้กับเพื่อน หรือแม้กระทั่งได้แอบรักเพื่อน (แต่สมัยนั้นแอดแมวโดนเพื่อนแอบรักมากกว่า 555) เกือบทุกคนน่าจะเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้ ส่วนการแสดงของดาราทั้งสามคน อย่าง โลแกน เลอร์แมน เอ็มม่า วัตสัน ก็แสดงได้เป็นธรรมชาติทำให้เราลืม เพอซี่แจ็คสัน และ เฮอร์ไมโอนี่ไปเลย นี่เป็นหนังที่จะให้เราย้อนกลับไปหาช่วงชีวิตมอปลาย ช่วงเวลาที่เราเวิ่นเว้อเพ้อฝันอยู่กับตัวเองก่อนจะมองโลกในแบบความจริง และกลับมาคิดว่า....ไม่ว่าในอดีตเราจะเจออะไร ผ่านอะไรมา แต่สุดท้ายมันก็จะผ่านไป ไม่ว่าจะดีหรือเลว ตัวเรานี่แหล่ะที่สามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้
29
Stand By Me โดย KURENAI THE MOVIE
หากจะหาหนังที่อยู่ในกลุ่มก้าวพ้นวัยสักเรื่องที่ไม่ว่าจะอีก 20 ปี 50 ปี หรืออีก 100 ปีข้างหน้าก็จะยังคงเป็นที่สุดของหนังกลุ่มก้าวพ้นวัย หนังเรื่องนี้ ‘Stand by Me’ คือที่สุดที่จะอีกกี่สิบปีข้างหน้าก็จะถูกกล่าวถึง หนังเล่าเรื่องของ “กลุ่มเพื่อนสี่คนที่เติบโตมาด้วยกันที่ออกจากเมืองเล็กๆ เพื่อออกไปตามหาศพของเด็กที่หายไปจากเมือง พวกเขาทั้งสี่เดินออกไปด้วยจุดมุ่งหมายอันยิ่งใหญ่ แต่การเดินทางครั้งนี้จะทำให้การกลับที่เมืองของพวกเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

นี่เป็นหนังแนวก้าวพ้นวัยที่ดีที่สุดก็ว่าได้ครับ กับ การเดินทางของเพื่อนทั้งสี่ที่ลักษณะนิสัยแตกต่างกัน ทั้งเป็นคนที่ใส่ซื่อ อีกคนก็ถือว่าแสบใช้ย่อย และก็ทั้งขี้โม้ อีกคนก็ขี้ขลาด แต่ที่ทั้งสี่มีเหมือนกันก็คือ ‘มิตรภาพ’ ที่แม้การเดินทางของพวกเขาจะทำให้พวกเขาเจอเรื่องต่างๆ มากมาย แต่การเดินทางของทั้งสี่ในครั้งนี้ก็หล่อหลอมให้พวกมิตรภาพของพวกเขาแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นี่นับเป็นหนังไม่กี่เรื่องที่นำเสนอการก้าวพ้นวัยได้งดงามที่สุด หนังที่ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจาก เด็กที่มีความคิดแบบเด็กๆ จากตอนต้นเรื่อง ไปเป็นผู้ใหญ่ ในถึงตอนจบ ซึ่งพอถึงตอนนั้นเราก็จะไม่ได้เห็นเด็กไร้เดียงสาที่เราเจอตอนต้นเรื่องอีกแล้ว Stand by Me นับเป็นหนังที่จบได้ประทับใจและงดงามแต่แฝงไปด้วยข้อคิดดีๆ ครับ
28
Mystic River โดย Movies Stalker
เป็นเรื่องราวของเด็กสามคน Jimmy Markum(Sean Penn) Dave Boyle (Tim Robbins) Sean Devine (Kevin Bacon) ที่เมื่อวันหนึ่งDave ถูกพาขึ้นรถโดยคนแปลกหน้า ทำให้ชีวิตของทุกคนต้องเปลี่ยนไป 25ปีต่อมาทุกคนจึงได้กลับมาเจอกันใหม่เพราะลูกสาววัย19ปีของ Jimmy ถูกฆาตกรรม

ด้วยตัวบท ที่ค่อนข้างเครียด โดยจะไม่บอกรายละเอียดชัดเจน ทุกอย่างดูคลุมเครือไปหมด เพื่อให้คนดูต้องคิดต่อ รวมไปถึงทุกตัวละครต่างมีมิติลึกซึ้งและมีปัญหาในชีวิตของตัวเอง เมื่อยิ่งรวมเข้ากับการที่หนังแทบไม่ใช้เพลงประกอบเลยจึงสร้างพลังแรงกดดันที่มากขึ้นให้กับคนดู โครงเรื่องที่ค่อนข้างสมบูรณ์และซับซ้อนอยู่แล้วมาบวกกับเข้ากับการแสดงของเหล่านักแสดงชั้นยอดอย่าง Sean Penn และ Tim Robbins ที่ได้คว้ารางวัลออสการ์ในสาขา Best and Supporting Actor มา จึงทำให้หนังออกมาไร้ที่ติ และทิ้งความรู้สึกบางอย่างให้กับคนดูไปเต็มๆ
27
Shakespeare in Love โดย สมาคมนิยมหนังหวาน
นานๆ จะมีหนังทรง Comedy คว้ารางวัลใหญ่จากเวทีออสการ์ได้หลายรางวัลขนาดนี้ซักทีนึง (ดีใจมาก)… 7 รางวัลออสการ์ (รวม ‘ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม’ ‘ดารานำหญิงยอดเยี่ยม’ ‘สมทบหญิงยอดเยี่ยม) และอีกกว่า 50 รางวัลจากสถาบันอื่นๆ มากมายการันตีความยิ่งใหญ่ของหนังเรื่องนี้ได้ดี

ความพิเศษประการแรกที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือมันตลกมาก ตลกจริงจัง หัวเราะกันเอร็ดอร่อย นอกเหนือจากนั้นบทยังผสมผสานการตีความช่วงเวลาชีวิตของ Shakespeare ในจังหวะที่กำลังสร้างงานชิ้นสำคัญอย่าง Romeo & Juliet เล่าผสมกับพาร์ทละครเวทีออกมาได้กลมกล่อม

ใครว่าไม่คู่ควรกับออสการ์ เราว่าเหมาะสมในทุกกรณี
26
The Sixth Sense โดย หมื่นทิพ
สุดยอดภาพยนตร์ที่ปลุกกระแส "หนังหักมุม" จนนักทำหนังหลายคนพากันเดินตาม ซึ่งก็จริงครับที่ The Sixth Sense เฉียบขาดมากกับการหักมุมที่คาดไม่ถึง แต่ของดีของหนังมันมีมากกว่านั้น

ที่ต้องยกนิ้วให้คือบทของ M. Night Shyamalan ที่สามารถผูกเรื่องราวได้อย่างสมบูรณ์ พล็อตมีดีในตัวเองไม่ว่าจะในฐานะหนังสยองสักเรื่อง ที่ครบเครื่องบรรยากาศน่าขนลุก, ในฐานะหนังลึกลับซ่อนปม ที่ทำให้เราฉงนกับหลายเหตุการณ์ และในฐานะหนังชีวิต ที่สะท้อนสาระเกี่ยวกับชีวิตคู่และเรื่องความสัมพันธ์แม่ลูกได้อย่างน่าขบคิด

รอบแรกที่ผมเจอมุขหักมุมของหนังไป ผมก็รีบตีตั๋วย้อนไปดูหนังเรื่องนี้อีกหนเพื่อตรวจเช็คว่ามีอะไรหลุดไหม มีอะไรที่ทำให้การหักมุมไม่สมเหตุสมผลไหม ผลปรากฏว่าหนังเดินเรื่องแบบไร้รอยตะเข็บ แต่ละฉากมันสอดคล้องกับบทสรุป อันที่จริงหนังก็แอบบอกคนดูอยู่หลายฉาก แต่พวกเราเองดันมองไม่เห็น ทั้งๆ ที่ตลอดเรื่อง หนังก็วนเวียนอยู่แต่ "เรื่องผีๆ" แท้ๆ

ไม่เรียกว่าหนังดีก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้วล่ะครับ
25
Transformers โดย Kwanmanie.com
ถ้าใครจะขุดหนังแฟรนไชส์เรื่อง Transformers นี้มาดู ไม่ว่าจะดูครั้งแรกหรือดูซ้ำอีกสักรอบ ภาคแรกเป็น Transformers ที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะมุกยังดูสร้างสรรค์ ไม่เละเทะเท่าภาคหลังๆ ที่สำคัญยังมีครบองค์ทั้ง Shia LaBeouf และ Megan Fox

เราชอบไอเดียที่สร้างสรรค์หุ่นยนต์แปลงร่างเป็นรถยนต์รุ่นต่างๆ ตอนดูครั้งแรกนั้นรู้สึกตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจมาก แล้วในด้าน visual effects หรือ CG เขาก็ทำดีไร้ที่ติ ซาวนด์ประกอบก็ดี ทำให้หนังดูสนุกขึ้นไปอีก ถึงแม้ในตัวบทจะไม่ค่อยมีเนื้อหาสาระไปสักหน่อย ความบันเทิงโดยรวมถือว่าผ่านมากๆ

แต่ก็น่าเสียดายที่ภาคหลังๆ Michael Bay ดูจะทำหนังสุกเอาเผากินไปเสียหน่อย แถมทั้ง Shia LaBeouf และ Megan Fox ก็ไม่ได้เล่นแล้ว ทำให้ Transformers มันดูไม่ใช่ Transformers ยังไงก็ไม่รู้
24
Catch Me If You Can โดย Mr.Darkknight
สิ่งแรกที่ปรากฏขึ้นในหัวระหว่างได้ดูหนังเรื่องนี้ก็คือทำไมระบบการตรวจสอบตัวบุคคลในเรื่องช่างหล่ะหลวมจนทำให้เกิดช่องว่างให้แฟรงก์ อบาเนลได้สวมรอยมาเป็นบุคคลในอาชีพต่างๆได้ง่ายถึงเพียงนี้(ตั้งแต่หมอไปจนถึงผู้ช่วยนักบิน) สำหรับตัวหนังนั้นคือว่านี่ก็เป็นอีกเรื่องที่พ่อมดแห่งฮอลลีวู้ดอย่างสตีเวน สปีลเบิร์กนั้นสามารถคุมโทนหนังออกมาได้อย่างน่าประทับใจคือมันสามารถดูสนุกได้เพลินๆไปกับการเล่นลิ้นของตัวละครพร้อมกับที่การสอดแทรกประเด็นต่างๆเข้ามาให้ทำให้ตัวหนังนั้นไม่ได้เป็นแค่หนังไล่ล่าธรรมดาๆ โดยเฉพาะการที่ทำให้เห็นว่าสิ่งที่เรียกว่าเงินนั้นมันไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีเสมอไป
23
Born on the Fourth of July โดย ทัศนะภาพยนตร์
อย่างที่ทราบกันดีสงครามเวียดนาม (1955-1975) ถือเป็นหนึ่งในรอยแผลครั้งใหญ่ที่สร้างความบอบช้ำให้กับประชาชนชาวอเมริกันมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มีหนังหลายเรื่องถูกสร้างเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์นี้ ที่เป็นหัวแถวก็ได้แก่ Dead of Night (1972), Hearts and Minds (1974), The Deer Hunter (1978), Coming Home (1978), Apocalypse Now (1979), Platoon (1986), Full Metal Jacket (1987), Hamburger Hill (1987), Good Morning, Vietnam (1987), Born on the Fourth of July (1989) และหนังสารคดี The Fog of War (2003) สำหรับเรื่อง Platoon และ Born on the Fourth of July กำกับโดยโอลิเวอร์ สโตนอดีตทหารผ่านศึกสงครามเวียดนามที่ในเรื่องแรกจำลองมาจากชีวิตจริงของเค้าเอง ส่วนเรื่องหลังดัดแปลงจากเรื่องจริงของรอน โควิคอดีตทหารผ่านศึกอีกคนผู้ซึ่งต่อมาภายหลังได้กลายเป็นนักต่อสู้เพื่อต่อต้านสงครามคนสำคัญ จากคำกล่าวของประธานาธิบดีที่ว่า “อย่าถามว่าประเทศชาติทำอะไรให้คุณ แต่จงถามว่าคุณทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง” เด็กหนุ่มชาวอเมริกันรวมถึงรอน โควิค (รับบทได้อย่างน่าจดจำโดยทอม ครูช) ต่างพากันอาสาสมัครเพื่อที่จะกลายเป็นวีรบุรุษสงคราม

ผู้กำกับพาเราติดตามชีวิตของโควิคที่ตอบคำกล่าวของประธานาธิบดีได้อย่างชัดเจน โควิคเสียเพื่อน ขาทั้งสองข้าง ครอบครัว เพื่อนฝูง และจิตวิญญาณเพื่อประเทศชาติ แล้วสุดท้ายประเทศชาติมันดีขึ้นหรือไม่? สไตล์การเล่าเรื่องของสโตนมีเอกลักษณ์โดดเด่นตรงนี้เค้าใส่อารมณ์ความคิดของตัวเองลงไปในหนังอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ข้อดีก็คือหนังโดดเด่นในแง่ของการตั้งคำถามและโน้มนำอารมณ์ไปได้อย่างสุดทางซึ่งส่งผลให้หนังกลายเป็นความบันเทิงชั้นดี ส่วนข้อเสียก็คือผู้ชมอาจถูกชักจูงไปกับหนังอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่อย่างไรก็ตามต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่าเหตุการณ์ที่ถูกบอกเล่าล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องจริงที่ถูกนำมาร้อยเรียงขึ้นเป็นภาพยนตร์ Born on the Fourth of July เป็นหนังต่อต้านสงครามที่สร้างได้อย่างสมจริง โน้มน้าวได้อย่างมีรสนิยม และไม่มากไม่น้อยมันเหมือนเป็นการระลึกถึงเวียดนามและอดีตทหารผ่านศึกว่าสงครามเป็นสิ่งเลวร้ายเพียงใด มันไม่อาจแก้ไขได้ทำได้เพียงขอโทษต่อสิ่งที่ได้เกิดขึ้นก็เท่านั้น
22
The Truman Show โดย Filmzlap
ผลงานที่ทำให้เราได้เห็นอีกหนึ่งความสามารถในการแสดงหนังของจิม แคร์รี่ย์ที่แตกต่างออกไปจากที่คุ้นเคย ด้วยโทนหนังที่พาให้ผู้ชมไปสู่จุดที่คาดหวังและเกินกว่าคาดหวัง ผู้กำกับ ปีเตอร์ เวียร์ ที่เคยทำ Dead Poets Society ยังสามารถงัดเอาความน่าสนใจในตัวละครบวกกับ เนื้อหาที่ตรึงใจผู้ชม มาเรียงร้อยกันเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งยังเสียดสีแวดวงรายการเรียลลิตี้ทางโทรทัศน์ที่บูมมากในสมัยนั้น ด้วยการตามติดชีวิตของมนุษย์เราเหมือนกับเป็นหนูทดลองเอาไว้ได้อย่างเจ็บแสบและมีชั้นเชิง เป็นหนังสนุกดราม่าที่ดูครบรสชาติ และได้อารมณ์แปลกใหม่จากงานแนวเดียวกันทั่วๆไปในตลาด ณ ช่วงนั้น
21
Alien โดย วิจารณ์ภาพยนตร์
ล่วงเลยถึงวันนี้หากใครเอ่ยถึง ‘เอเลี่ยน’ ขึ้นมา เชื่อเหลือเกินว่าภาพในใจของทุกคน คงนึกไปถึงสัตว์ประหลาดตัวเขียน หัวโตๆตัวสูงๆ ซึ่งเป็นภาพที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาในหนังของผู้กำกับริดลี่ย์ สก็อตต์ ตั้งแต่ปี 1979 อย่างแน่นอน และ Alien ยังเป็นหนังที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน และถูกทำภาคต่อ ภาคแยก หรือแม้กระทั่งมีอิทธิพลต่อหนังไซไฟ-ธริลเลอร์ ต่อมา มันไม่ใช่เป็นเพียงหนังสัตว์ประหลาดอวกาศหนีเอาตัวรอดธรรมดา แต่เนื้อในนั้นมันยังพูดถึงยุคทุนนิยมที่เข้ามาครอบงำเหล่านักบินอวกาศที่ถูกส่งขึ้นไปทำภารกิจโดยที่พวกเขาไม่รู้ตื้นลึกหนาบางใดๆเลย และที่สำคัญหนัง Alien ยังได้สร้างภาพของฮีโร่หญิงขึ้นมา ซึ่งเป็นจุดเด่นในหนังของริดลี่ย์ สก็อตต์หลายต่อหลายเรื่อง จนทำให้ Alien กลาย เป็นหนังที่ต้องถูกจดจำไม่ว่าทางใดทางหนึ่งอย่างแน่นอน
20
Moulin Rouge! โดย Movies Stalker
เมื่อ Christian (Ewan McGregor) นักเขียนหนุ่มไฟแรงที่เชื่อมั่นในความรัก เดินทางมาเสนองานเขียนให้กับไนท์คลับมูแลง รูจ ที่สุดแสนจะอลังการของปารีส และที่นั่นนั่นเองทำให้เขาได้เจอกับ Satine (Nicole Kidman) โสเภณีที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในเมือง หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้ตกหลุมรักกันอย่างโงหัวไม่ขึ้นแต่ทว่าอุปสรรคต่างๆ ก็ถาโถมมาเกินกว่าทั้งคู่จะรับมือไหวเช่นกัน

Moulin Rouge! เป็นหนังเพลง Drama Musical Romance ซึ่งนำบทเพลงต่างๆ ที่ได้รับความนิยมกว่า 28 เพลง มาปรับปรุงใหม่ให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆและฉากร้องเพลงราวกับโรงละครที่หรูหรา จนแทบจินตนาการไม่ถึง โดยเพลงที่ต้องชูให้หนังเรื่องนี้เลยคือเพลง "Your Song" ของ Elton John เพราะเพลงนี้ทำให้ Moulin Rouge!โรแมนติกมากขึ้นจนหลายๆคนต้องเสียน้ำตา และยังเป็นฉากที่ Christian ร้องเพลงให้กับ Satine ทำให้ไม่คิดเลยว่า Ewan McGregor เสียงจะทรงพลัง และsexy มากได้ขนาดนี้ ทั้งหมดนี้ Moulin Rouge! จึงเป็นหนังเพลงอันดับต้นๆเลยที่ไม่ควรจะพลาด
19
Drive โดย Filmzlap
ผลงานที่ควรค่าแก่การรับชมโดยนักแสดงหนุ่ม ไรอัน กอสลิ่ง ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสตันท์แมนในกองถ่ายที่รับจ็อบลับๆยามราตีเป็นโชเฟอร์รับจ้างให้กับอาชญากรทั่วราชอาณาจักร กระทั่งเหตุการณ์มาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อเขาได้เข้ามาอยู่ในวังวนชีวิตของหญิงสาวเพื่อนบ้าน และต้องช่วยเธอและครอบครัวได้รอดปลอดภัยจากอำนาจมืดที่สุดแสนจะอันตราย

หนังมาพร้อมเนื้อหาที่ขับเคลื่อนได้อย่างน่าติดตาม เพราะอัดแน่นไปด้วยปมประเด็นที่แข็งแกร่งระหว่างตัวละคร พร้อมด้วยฉากที่ใส่เข้ามาเพื่อเซอร์วิสคอหนังประเภทเน้นรับแรงกระแทกเป็นหลัก คุณจะได้เห็นซีนขายความมันส์ แบบดุดิบเดือดที่เน้นความบันเทิงในระดับที่ทำให้หัวใจเต้นรัวแรงไปตามจังหวะขับเคลื่อนของยานพาหนะ รวมไปถึงการปูเรื่องให้ยากเกินคาดเดาตามสไตล์ผู้กำกับ นิโคลัส วินดิ้ง เรฟิ่น ที่หันมาทำหนังแนวนี้ได้อย่างมีจังหวะจะโคนที่น่าประทับใจ พร้อมนำเสนอแง่มุมของหนังแอ็คชั่นด้วยคอนเซ็ปต์ฉลาดๆ ที่ทำให้ผู้ชมสามารถสนุกคิดไปกับเรื่องราวที่อยู่ภายใต้ที่ทรงพลังและ Stunning ทุกวินาที
18
Persepolis โดย หนังโปรดของข้าพเจ้า
ปกติเราจะได้เห็นหนังดราม่าเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม สงครามโลกครั้งที่ 1-2 หรือสงครามในตะวันออกกลางแต่เป็นมุมมองตะวันตกกันมาเยอะแล้ว เราเคยคิดหรือไม่ว่าแล้วมุมมองคนในตะวันออกกลางเขามองยังไง โดยเฉพาะสตรีที่นับถือศาสนาอิสลามในประเทศที่มีสงครามทั้งภายในและภายนอกอย่างอิหร่านเขาจะได้รับผลกระทบอย่างไรกันบ้าง Persepolis คือหนังอัตชีวประวัติของผู้กำกับเอง โดยเล่าถึงเหตุการณ์ที่เธอต้องพบเจอตั้งแต่ยังเด็กอาศัยในอิหร่าน เจอสงครามปฏิวัติล้มล้างการปกครองภายในประเทศ (ปีเดียวกับเหตุการณ์ในหนังเรื่อง Argo) ความน่าสนใจของ Persepolis อยู่ที่การเล่าเรื่องในมุมของผู้กำกับอย่างเรียบง่ายแต่สะท้อนถึงปัญหาต่าง ๆ ได้ชัดเจน ตั้งแต่ปัญหาการเมืองรอบตัว และผลกระทบจากการจำกัดสิทธิสตรีที่เธอต้องประสบในภายหลัง อนิเมชั่นการเมืองเรื่องเยี่ยมที่คุณไม่ควรพลาด
17
Cast Away โดย เบิกโรงซินีม่า
เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ (อีกครั้ง) ของออสการ์ที่ปฏิเสธตุ๊กตาทองตัวที่ 3 ให้กับ “ทอม แฮงค์” และเป็นกรณีศึกษาชั้นเลิศที่เหมาะแก่การหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างถึง “การแสดง” ที่ทรงพลังและตราตรึงที่สุดบทบาทหนึ่งในโลกภาพยนตร์ แต่พลาดรางวัลออสการ์ไปอย่างน่าประหลาดใจ

ลำพังความซับซ้อนของเนื้อเรื่องที่พูดถึงชายที่ต้องไปติดอยู่บนเกาะร้างและหาทางเอาชีวิตรอดตลอดระยะเวลา 4 ปี นั้น เกือบจะพูดได้ว่าหนังแทบไม่มีอะไรเลย แต่การถ่ายทอดบทบาท “ชัค โนแลน” ที่ยิ่งกว่าคำว่า “Outstanding” ของทอม แฮงค์ ทำให้การนั่งดูตัวละครสรรหาสารพัดวิธีเอาตัวรอดแทบทั้งเรื่อง กลายเป็นประสบการณ์อันสุดพิเศษและดึงดูดสายตาของเราได้ตั้งแต่ต้นจนจบ Cast Away
16
Patton โดย หนังโปรดของข้าพเจ้า
เราอาจจะแบ่งหนังชีวประวัติออกเป็นสองประเภทคือบุคคลนั้นเล่าเรื่องตัวเอง หรืออย่าง Patton ที่เป็นมุมมองการตีความบุคคลในประวัติศาสตร์จากสายตาบุคคลที่สาม หนังเลือกจะเชิดชูยกย่องวีรบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของฝ่ายสัมพันธมิตร นายพลผู้ถูกการเมืองเล่นงาน ตกเป็นเหยื่อของการเมืองอเมริกาที่ต้องการเอาใจอังกฤษและสนับสนุนแนวรบตะวันออกอย่างรัสเซียเพื่อชนะสงคราม ในแง่มุมหนึ่งเราอาจจะบอกได้ว่า ‘การเมืองและสงคราม' เป็นสิ่งที่คงอยู่คู่กันมาโดยตลอดเฉกเช่นเดียวกับ‘ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่อง Patton ที่ไม่มีวันเลือนหายไปจากความทรงจำ’
15
Gladiator โดย Earth Oscar
ผู้กำกับ ริดลี่ย์ สก็อตต์ ปลุกชีพหนังมหากาพย์อาณาจักรโบราณให้กลับมาครองใจผู้ชมได้อีกครั้ง หลังจากตกยุคไปนานแสนนาน และทำได้ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ในระดับใกล้เคียง Ben-Hur และ Spartacus เสียด้วย แม้จะเล่าเรื่องตามสูตรสำเร็จอย่างนายทหารผู้ภักดีต่อจักรวรรดิ ที่ถูกทรราชหักหลังและใส่ร้ายป้ายสี จนชีวิตพลิกผันกลายเป็นทาส และเข้าสู่สนามประลองฝีมือการต่อสู้สุดอันตราย ที่จะกู้ศักดิ์ศรีของเขาคืนมา แต่ คุณปู่ริดลี่ย์ ก็ทำให้หนังออกมาสนุกสนาน เข้มข้นตั้งแต่ต้นจนจบ เทคนิคพิเศษด้านภาพที่เนรมิตกรุงโรมยุคโบราณขึ้นมาได้อย่างสมจริงก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมได้มากทีเดียว Gladiator
14
โหมโรง โดย JackobotReview
ไม่น่าแปลกใจที่โหมโรงในตอนแรกจะเป็นหนังที่ถูกเมิน เพราะหน้าหนังมันเหมือนเป็นหนังเชิดชูประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามในแบบที่นักดูหนังชาวไทยมักจะเบือนหน้าหนี แต่มันก็ยิ่งไม่น่าแปลกใจเมื่อตัวหนังสามารถสะสมคะแนนความนิยมจนกลับกลายเป็นหนึ่งในหนังไทยที่จะถูกนำมาพูดถึงเมื่อเราถามหาคุณภาพของหนังไทย และที่สำคัญมันยังเป็นมาตรฐานอันสำคัญในการทำหนังแนวอนุรักษ์นิยมให้ดูสนุกเลยทีเดียว

ความยอดเยี่ยมของ โหมโรง คือการนำระนาด เครื่องดนตรีไทยที่อาจะถูกมองว่าเชยมาเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ และน่าติดตามโดยเฉพาะฉากการดวลระนาดอันดุดัน รุนแรง และสวยงามจนเป็นหนึ่งในซีนน่าจดจำอันดับต้นๆของหนังไทยเลยทีเดียว และอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ถึงแม้หน้าหนังจะเป็นหนังเชิดชูศิลปะวัฒนธรรมไทย แต่การเล่าเรื่องไม่ยัดเยียด ไม่บีบบังคับให้เราต้องรัก หนังกลับปล่อยให้เรื่องราวและบทภาพยนตร์อันยอดเยี่ยมที่พาให้คนดูได้เห็นมุมมองใหม่อันน่าทึ่ง ตื่นตะลึง และรู้สึกตื้นตันในความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมโดยที่ไม่จำเป็นต้องสั่งให้รักเลยแม้แต่น้อย
13
A Separation โดย Nusfish Movie Blog
หนังอิหร่านที่เล่าเรื่องของคู่สามีภรรยาที่กำลังจะหย่าร้างกัน โดยพาเราไปพบกับเหตุการณ์ความขัดแย้งของตัวละครอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยความยอกย้อน สะท้อนภาพของสังคม ผ่านบทสนทนาที่ค่อยๆเผยด้านมืดตัวละครแต่ละคนออกมา ความจริงที่ค่อยๆปอกเปลือกตัวตนที่แท้จริงออกอย่างบรรจง จนทำให้ผมรู้สึกหน้าชาทุกครั้ง

หนังสามารถดึงเอาเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรมมาเกี่ยวโยง เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจนเรียกว่าใครก็ลอกเลียนแบบไม่ได้ ราวกับได้ชมราโชม่อนเวอชั่นใหม่ ทรงพลัง และมีบทสรุปที่ตอกหน้าสังคมกับคนดูให้หน้าหงายไปตามๆกัน สำหรับผมแล้ว มีหนังไม่กี่เรื่องที่ดูจบแล้วมีความรู้สึกอยากจะลงไปก้มกราบคนเขียนบทงามๆ และหนังเรื่องนี้ก็คือหนึ่งในนั้น
12
Harry Potter and the Prisoner of Azkaban
โดย Kwanmanie.com
ในบรรดาหนัง Harry Potter ทั้ง 8 ภาค (ภาคสุดท้ายซอยเป็น 2 ภาค) เราชอบภาค 3 หรือตอน The Prisoner of Azkaban นี้มากที่สุด เพราะเป็นภาคที่เด็กๆ เริ่มโตขึ้น ตัวละครมีมิติมากขึ้น โลกเวทมนตร์ของพวกเขาน่าสนใจมากขึ้น ตัวละครก็ค่อยๆ เยอะขึ้น และเรื่องราวก็เริ่มสนุกเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

Harry Potter and the Prisoner of Azkaban มีสิ่งเด่นๆ ที่พิเศษจากภาคอื่นๆ หลายอย่าง เช่น Buckbeak, ไม้กวาดรุ่นใหม่ Firebolt, Hogsmeade, ความลับของ Hermione ฯลฯ โดยภาพรวม เราว่าเรื่องราวน่าติดตามมากขึ้น ถึงแม้จะซับพล็อตเยอะ แต่ก็ผูกเรื่องดี และหักมุมได้น่าประทับใจกว่าภาคอื่นๆ ที่สำคัญ Hermione (Emma Watson) ตัวละครโปรดของเรา ยังมีบทบาทโดดเด่นกว่าใครๆ

ทุกวันนี้ยังดูและอ่าน Harry Potter and the Prisoner of Azkaban ซ้ำแล้วซ้ำรอบได้ไม่รู้เบื่อ
11
Psycho โดย หมื่นทิพ
ก่อนผมจะเอา Psycho มาดูเป็นรอบแรกในชีวิตนั้น ผมเคยถามตัวเองว่า "เราจะชอบมันไหมนะ?" เพราะรู้อยู่ครับว่านี่คือหนังระดับตำนาน แต่ขณะเดียวกันมันคือหนังขาวดำสูงอายุที่เก่ากว่า 50 ปี ผมเลยอดคิดไม่ได้ว่ามันจะน่าเบื่อไหม มันจะเชยไหม และยิ่งผมรู้เนื้อเรื่องทั้งหมดแล้วก็ยิ่งกลัวว่าความสนุกที่พึงมีจะลดลง... แต่ผมคิดผิดอย่างแรง!

"หนังดีจริงต้องอมตะเหนือกาลเวลา" คือนิยามที่เหมาะกับหนังเรื่องนี้อย่างที่สุดครับ เพราะแม้หนังจะเก่า แต่งานสร้างสุดยอดมากๆ ไม่ว่าจะดนตรีที่หลอกและหลอนอารมณ์ผู้ชมอย่างได้ผล, มุมกล้องหลากลีลาที่แต่ละฉากมันสื่อนัยบางอย่าง บางฉากก็ถ่ายมุมแคบให้เราอึดอัดแบบจงใจ บางคราวกล้องก็จับไปที่ "อุปกรณ์ประกอบฉาก" ที่สื่อถึงชะตากรรมหรือความคิดของตัวละครในเวลาต่อมา ไหนจะการเล่นแสงเงาเพิ่มความน่ากลัวให้กับหนัง อีกทั้งดาราแต่ละคนก็ถ่ายทอดบทบาทได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะ Anthony Perkins ที่เหมาะกับบท "นอร์แมน เบตส์" ที่สุดในสามโลก

หนังเรื่องนี้คือหลักฐานที่ดีที่สุดที่ยืนยันว่าฉายา "ราชาเขย่าขวัญ" (The Master of Suspense) คู่ควรกับชายชื่อ Alfred Hitchcock ผู้สร้างสรรค์หนังเรื่องนี้อย่างไร้ข้อกังขา
10
Wall-E โดย เบิกโรงซินีม่า
เป็นอนิเมชั่นที่ “ล้ำ” เกินกว่าจะเป็นแค่อนิเมชั่นสนุกๆ สำหรับเด็กจริงๆ เพราะนี่คืองาน “ขายไอเดีย” ขนานแท้ โดยการมองโลกปัจจุบันและต่อยอดไปสู่การทำนายโลกอนาคต หนังพูดถึงประเด็นที่นำสมัยและได้รับความตื่นตัวไปทั่วโลกอย่างเรื่อง “ความเสื่อมโทรม” ของสภาพแวดล้อมที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ จนตัวเองไม่สามารถอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกต่อไป

แม้พล็อตหนังจะทั้งใหญ่และหนักหนาเอาการ แต่ยอมรับว่าหนังเก่งกาจมากๆ ในการเล่าเรื่อง มีการใส่ธีมโรแมนติกไซไฟและผจญภัยเข้าไปทำให้หนังดูสนุกและน่ารัก รวมไปถึงการสร้างคาแรกเตอร์ของสองหุ่นยนต์ “วอลล์อี” และ “อีฟ” ที่ทั้งน่ารัก น่าจดจำ และถ่ายทอดความโรแมนติกผ่านอวัจนภาษาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
09
The Bourne Ultimatum โดย We Love Movie Club
หากจะมีหนังแอคชั่นสักเรื่องที่เปิดฉากไล่ล่าสร้างความระทึกแก่ผู้ชมได้ตั้งแต่วินาทีแรก จนถึงวินาทีสุดท้าย ชนิดไม่ต้องพักหายใจกันเลย 'The Bourne Ultimatum' ของผู้กำกับ Paul Greengrass คือเรื่องแรกๆที่อยู่ในทำเนียบนี้ได้อย่างสง่างามและไร้ข้อกังขา โดยเฉพาะการนำเสนอสไตล์กล้องส่ายของ Greengrass ที่ช่วยให้หนังขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยบรรยากาศกดดัน ลุ้นระทึกได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก นี่คือหนังแอคชั่นที่มีบทที่เฉียบขาดและการนำเสนอในมือของผู้กำกับที่ถูกคน ผ่านทีมนักแสดงที่คัดเลือกมาได้ลงตัว ผลลัพธ์ที่ได้คือภาคจบของไตรภาค ‘Bourne’ ที่ปิดฉากได้ยอดเยี่ยม ทั้งยังตอกย้ำชัดเจนว่าทำไมหนังตระกูลนี้ถึงแตกต่างจากหนังแอคชั่นสายลับทุกเรื่องที่เคยมีมา
08
Jaws โดย Mr.Darkknight
การมีอยู่ของหนังเรื่อง Jaw นั้นก็สามารถสร้างมาตรฐานให้กับหนังแนวสัตว์ยักษ์กินคนขึ้นมาได้อย่างสูงลิบลิ่ว เนื่องจากหนังเรื่องนี้นั้นนับว่าทำออกมาได้ค่อนข้างกลมกล่อมทั้งส่วนของมนุษย์และฉลามที่ถูกยกให้มีความสำคัญพอๆกันและไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นโดดเด่นจนเกินไป ฉากฉลามก็ทำออกมาได้อย่างดุร้ายส่วนคนก็สร้างมิติความเป็นมนุษย์ออกมาได้อย่างดีจนไม่รู้สึกเหนื่อยใจเหมือนหนังสัตว์ประหลาดกินคนทั่วๆไปที่สร้างตัวละครฝ่ายมนุษย์มาเพื่อมีหน้าที่วิ่งกับตายเท่านั้นและที่สำคัญนี่คือหนังที่สร้างปรากฏการณ์ให้คนไม่กล้าลงเล่นน้ำไปนานนับเดือนเลยทีเดียว
07
The Usual Suspects โดย Nusfish Movie Blog
เราอาจจะเคยผ่านช่วงเวลาแห่งยุค 'หนังหักมุม' กันมามากแล้ว และสำหรับผมแล้ว ในแง่ของการทำหน้าที่เป็นหนังที่มี Plot twist หรือการหักมุมแล้ว ไม่มีเรื่องไหนเกินไปกว่าหนังเรื่องนี้ เนื้อเรื่องกล่าวถึงโจร 5 คน ที่ไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เรือส่งสินค้าระเบิดและมีผู้เสียชีวิตมากมาย ตำรวจจับผู้ต้องสงสัยมาสอบสวน เรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆก็ยิ่งพบเบาะแสและต้นตอของเหตุการณ์ทั้งหมด ผ่านกลวิธีการเล่าเรื่องแบบ ‘ผู้เล่า’ เป็นเจ้าของเรื่องราว (แบบเดียวกับ Rashomon, Courage Under Fire หรือ Hero) เป็นการนำมาผสมกับการดำเนินเรื่องได้อย่างชาญฉลาด ทำให้หนังนั้นมีดีมากกว่าแค่เป็นหนังหักมุมอย่างที่หลายคนยกย่อง และยังส่งให้ชายผู้มีชื่อโนเนมอย่าง เควิน สเปซีย์ กลายเป็นนักแสดงดาวค้างฟ้ามาจนถึงทุกวันนี้
06
Saving Private Ryan โดย Filmsoon.com
ถ้าหากจะให้คอหนังแนวสงครามลิสต์รายชื่อหนังสงครามว่ามีเรื่องไหนที่พวกเขาชอบบ้าง?

1 ในคำตอบของทุกคนย่อมมีหนังเรื่องนี้อยู่ในลิสต์หนังที่พวกเขาชื่นชอบแน่นอน หนังจะนำเสนอเรื่องราวดราม่าเข้มข้นและจริงจังโดยมีฉากหลังของเรื่องเป็นสมรภูมิในสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทหารกลุ่มหนึ่งนำโดยผู้กองจอห์น มิลเล่อร์(ทอม แฮงค์)ได้รับภารกิจให้ไปตามหาตัวพลทหารเจมส์ ไรอัน(แมตต์ เดมอน)เพื่อส่งเขากลับบ้านด้วยเพราะพี่ชายทั้ง 3 คนของเจมส์ได้เสียชีวิตในสนามรบหมดแล้ว ทางการจึงไม่นิ่งนอนใจและอยากที่จะรักษาชีวิตลูกชายคนสุดท้ายของตระกูลนี้ นั่นทำให้ภารกิจงมเข็มในกองเข็มได้เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางข้อสงสัยของคนในหน่วยค้นหาว่าทำไมพวกเขาทั้งหมดจะต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหลือคนๆเดียวด้วย?

ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นภาพความโหดร้ายของสงครามผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวโดยกองทหารกลุ่มนี้ ในระหว่างนั้นหนังจะให้เราได้ทำความรู้จักคาแรคเตอร์แต่ละตัวเพื่อให้เรารู้สึกผูกพันกับพวกเขาด้วยการพาเหล่าตัวละครเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆระหว่างที่กำลังเดินทางออกตามหาพลทหารไรอัน หนังยังแทรกประเด็นยิบย่อยเพื่อสร้างอรรถรสให้กับเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นขำๆหรือประเด็นบีบหัวใจคนดูก่อนที่จะสรุปทุกอย่างให้เราได้รู้กันในตอนท้ายเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม
05
The Sting โดย เบิกโรงซินีม่า
หนังเรื่องนี้มีความพิเศษอยู่หลายอย่าง มันเป็นหนังเกี่ยวกับ “นักต้มตุ๋น” เรื่องเดียวที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ฉะนั้นแนวทางของหนังจึงมีเอกลักษณ์แตกต่างจากหนังออสการ์สูตรสำเร็จทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าหนังออสการ์ก็ดูสนุกได้ ด้วยการมอบความบันเทิงชั้นดีที่ดูง่าย ดูเพลิน และชาญฉลาด

หนังมาพร้อมกับบทภาพยนตร์ที่หักเหลี่ยมเฉือนคมและพลิกแพลงได้อย่างน่าทึ่ง รวมถึงโทนหนังที่กลมกล่อมไปด้วยส่วนผสมระหว่างงานดราม่า อาชญากรรม และคอเมดี้ที่จัดวางอย่างลงตัว คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะพูดว่า นี่เป็นหนังออสการ์ที่ดู “สนุกที่สุด” เรื่องหนึ่ง และเป็นหนังนักต้มตุ๋นที่ “ดีที่สุดตลอดกาล”
04
The Dark Knight โดย หมื่นทิพ
พูดได้เต็มปากกว่า Christopher Nolan ทำให้ The Dark Knight กลายเป็นสุดยอดแห่งหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั้งมวล

แบทแมนภาคนี้ยังคงเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่อยู่ ทว่าไม่ใช่หนังแฟนตาซีเหนือจริงตามสูตรสำเร็จ แต่มันมาพร้อมภาพสะท้อนให้เห็นว่า "หากมีซูเปอร์ฮีโร่ในโลกนี้จริงๆ แล้ว สังคมจะเป็นเช่นไร?" ซึ่งหนังซูเปอร์ฮีโร่ส่วนมากลงท้ายด้วยธรรมะชนะอธรรม แต่ The Dark Knight ทำให้เราตระหนักว่าโลกจริงๆ ซับซ้อนกว่าในการ์ตูน และต่อให้มีซูเปอร์ฮีโร่จริงๆ ก็ใช่จะทำให้บ้านเมืองสงบได้ง่ายๆ มันยังมีปัจจัยอีกมากมายที่จะเปลี่ยนเหตุร้ายให้กลายเป็นดี หรือเปลี่ยนคนดีให้กลายเป็นร้าย

ปกติหนังสักเรื่องจะมีไคลแม็กซ์ไม่กี่ฉาก (แค่ 3 ฉากก็เก่งแล้ว) แต่กับเรื่องนี้ทุกฉากมีความสำคัญ เป็นเหมือนไคลแม็กซ์ย่อยๆ มาเรียงต่อกัน บทก็เข้มข้น ดนตรีได้ใจ ดาราก็โคตรยอด (โดยเฉพาะ Heath Ledger ผู้ล่วงลับ)

สรุปว่าเรื่องนี้จะดูเอามันส์, เอาคุณภาพ, เอาสาระ, เอาไปวิเคราะห์สังคม หรือเอาไปศึกษาว่าหนังที่ได้ชื่อว่า "สุดยอด" ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ก็ล้วนตอบโจทย์ได้ในทุกจุดประสงค์... ว่าแล้วต้องดูอีกรอบ
03
Schindler's List โดย Earth Oscar
คงไม่มีหนังเรื่องไหนจะถ่ายทอดภาพความโหดร้ายของนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เยี่ยมยอดเท่ากับผลงานของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่องนี้อีกแล้ว ภาพสีขาวดำทำให้บรรยากาศของหนังหม่นหมอง ชวนสลดหดหู่ และการใช้สีแดงในฉากสำคัญก็สั่นสะเทือนความรู้สึกของผู้ชมอย่างที่สุด แต่หนังก็ทำให้เราได้รู้ว่าท่ามกลางช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่ ความดีงามของมนุษย์ยังคงมีอยู่เสมอ เลียม นีสัน ถ่ายทอดบท ออสการ์ ชินด์เลอร์ ได้อย่างงามสง่า เปี่ยมมิติความเป็นมนุษย์ ถือเป็นบทบาทการแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้อยู่ในความทรงจำของผู้ชมเรื่อยมา
02
Sunset Boulevard โดย ทัศนะภาพยนตร์
มีหนังหลายเรื่องเลือกที่จะนำเสนอตอนจบตั้งแต่ต้นเรื่อง Sunset Blvd. ก็เป็นหนึ่งในนั้น

หนังเปิดมาด้วยภาพของศพผู้ชายคนหนึ่งก่อนที่เสียงของศพเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่ทำให้เค้าพบจุดจบแบบนี้ จุดเด่นของสไตล์นี้ก็คือมันเป็นการเปิดเรื่องที่ดึงดูดใจผู้ชมตั้งแต่แรกเริ่ม แต่เพราะความที่มันถูกสปอยล์แล้วการจะรักษาระดับความน่าติดตามไปจนจบเรื่องจึงเป็นงานที่ยากกว่าเดิมเป็นสองเท่าของการเดินเรื่องแบบปกติ อย่างไรก็ดีผู้กำกับระดับบิลลี่ ไวเดอร์ (2 ออสการ์ในสาขาผู้กำกับจากการเข้าชิง 8 ครั้ง, 2 ออสการ์บทดั้งเดิมจากการเข้าชิง 4 ครั้ง และ 1 ออสการ์บทดัดแปลงจากการเข้าชิง 7 ครั้ง) ซึ่งถือเป็นมือปืนรับจ้างที่กำกับหนังได้ทุกแนวตั้งแต่ตลก ดราม่า จิตวิทยา สงคราม หนังรัก ฟิลม์นัวร์ ฯลฯ ก็คุมโทนเรื่องให้น่าติดตามไปตลอดเรื่องจนเราเผลอลืมไปเลยว่าตัวเอกของเรื่องมีจุดจบเช่นไร โจ จิลลิส (วิลเลี่ยม โฮเด็น) เป็นนักเขียนตกอับที่กำลังจะอดตายด้วยความบังเอิญเค้าเข้ามาพบกับอดีตดาราหนังเงียบชื่อดังที่ปัจจุบันเป็นคุณป้า (หรือยาย?) นอร์มา เดสมอนด์ (กลอเรีย สวอนสัน) ก่อนจะถูกจ้างให้เขียนบทกลายเป็นหนูตกถังข้าวสาร แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความหลงไหลคลั่งไคล้เกินปกติจากดารารุ่นแม่

Sunset Blvd.โดดเด่นด้วยสไตล์แบบฟิลม์นัวร์ครบถ้วน ทั้งหญิงร้ายชายเลว เล่นกับแสงและเงาเผยถึงด้านมืดของตัวละคร ผ่านเรื่องราวที่ทั้งหมิ่นเหม่ทางศีลธรรมไปจนถึงการวิเคราะห์สภาพจิตใจ กลอเรีย สวอนสันได้บทบาทแห่งชีวิตบทสำคัญบทนอร์มา เดสมอนด์ได้กลายเป็นไอดอลเมื่อว่าด้วยดาวร้ายฝ่ายหญิงและสตรีผู้มีจิตไม่ปกติถึงขึ้นบ้าบอประสาทหลอน บทดังกล่าวเหมือนเป็นการล้อเลียนสวอนสันกลายๆ เมื่ออดีดสวอนสันก็เป็นดาราหนังเงียบชื่อดังคับฟ้า จนกระทั่งการมาถึงของหนังเสียงทำให้เธอไม่เป็นที่ต้องการ ฉากที่ติดตราตรึงใจทุกคนที่ได้ชมคือฉากจบของเรื่องที่เป็นการสรุปตัวตนของเดสมอนด์อย่างน่าจดจำและเผยถึงสภาวะทางจิตใจได้อย่างยอดเยี่ยม คงกล่าวได้ว่า Sunset Blvd. คือหนังที่ดีงามที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว
01
The Shawshank Redemption โดย Review-me
"ความกลัวอาจจองจำเรา แต่ความหวังมอบอิสรภาพให้กับเรา"

หนึ่งในประโยคเรียบง่าย ที่ลึกซึ้ง และกินใจอย่างยิ่ง จากหนังอมตะที่ช่วยปลุก “พลังใจ” สร้าง “แรงบันดาลใจ” ให้ผู้คนมากมาย

Andy Dufresne นายธนาคาร ที่ถูกจับในข้อหาฆาตกรรมภรรยาและชู้รักของเธอ ซึ่งเขาก็เชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่หลักฐานต่างๆกลับโยงใยมาสู่ตัวเขา และนั่นก็ทำให้เขาต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต

Andy Dufresne ตัวเอกของเรื่องที่ถูกความอยุติธรรมของกฎหมาย พิพากษา ช่วงชิง “ร่างกายและชีวิต” ถูกจองจำอยู่ในคุก ที่ไร้ซึ่งอิสรภาพ เสรีภาพของชีวิต แต่สิ่งหนึ่งที่คุกแห่งนี้ไม่อาจช่วงชิงไปจากเขาได้ก็คือ “จิตวิญญาณ” ความเป็นมนุษย์ ความศรัทธา การยึดมั่นในความดี และแสงแห่ง “ความหวัง” ที่เจิดจ้าและลุกโชนไม่มีวันมอดดับ

ตลอดช่วงเวลา 19 ปีที่อยู่ในคุก เขาได้พบเจอและเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย รวมถึงการมอบ “ความหวัง” ให้กับคนรอบข้าง และสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด การไม่หวังพึ่งใน “โชคชะตา” เขาพยายามทำสิ่งๆหนึ่ง ทำทุกๆวัน โดยไม่รอคอยให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นเอง และนั่นก็ทำให้เขาได้พบเจอกับสิ่งที่เรียกว่า “อิสรภาพ”

ชมหนังดีทั้ง 100 เรื่องนี้ได้ทันที เพียง 199 บาทเท่านั้น ที่นี่

ข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปที่เว็บไซต์ HOLLYWOOD HDTV