Inspire Me รวม 15 หนังสร้างแรงบันดาลใจ
01
The Shawshank Redemption (1994)
"ความกลัวอาจจองจำเรา แต่ความหวังมอบอิสรภาพให้กับเรา" หนึ่งในประโยคเรียบง่าย ที่ลึกซึ้ง และกินใจอย่างยิ่ง จากหนังอมตะที่ช่วยปลุก “พลังใจ” สร้าง “แรงบันดาลใจ” ให้ผู้คนมากมาย

Andy Dufresne นายธนาคาร ที่ถูกจับในข้อหาฆาตกรรมภรรยาและชู้รักของเธอ ซึ่งเขาก็เชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่หลักฐานต่างๆกลับโยงใยมาสู่ตัวเขา และนั่นก็ทำให้เขาต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต

Andy Dufresne ตัวเอกของเรื่องที่ถูกความอยุติธรรมของกฎหมาย พิพากษา ช่วงชิง “ร่างกายและชีวิต” ถูกจองจำอยู่ในคุก ที่ไร้ซึ่งอิสรภาพ เสรีภาพของชีวิต แต่สิ่งหนึ่งที่คุกแห่งนี้ไม่อาจช่วงชิงไปจากเขาได้ก็คือ “จิตวิญญาณ” ความเป็นมนุษย์ ความศรัทธา การยึดมั่นในความดี และแสงแห่ง “ความหวัง” ที่เจิดจ้าและลุกโชนไม่มีวันมอดดับ

ตลอดช่วงเวลา 19 ปีที่อยู่ในคุก เขาได้พบเจอและเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย รวมถึงการมอบ “ความหวัง” ให้กับคนรอบข้าง และสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด การไม่หวังพึ่งใน “โชคชะตา” เขาพยายามทำสิ่งๆหนึ่ง ทำทุกๆวัน โดยไม่รอคอยให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นเอง และนั่นก็ทำให้เขาได้พบเจอกับสิ่งที่เรียกว่า “อิสรภาพ”
02
Schindler's List (1993)
ท่ามกลางความโหดร้าย การฆ่าฟัน ความป่าเถื่อนของสงคราม ย่อมก่อเกิด “วีรบุรุษ”…. "ช่วยหนึ่งชีวิต เปรียบกับว่าได้ช่วยคนทั้งโลก" ประโยคสดุดีให้แก่วีรษุรุษสงครามผู้ช่วยชีวิตชาวยิวกว่า 1,100 คน….

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างการกวาดล้างชาวยิวนับล้านคนของกองทัพเยอรมัน Oskar Schindler หนึ่งในสมาชิกพรรคนาซี ได้ก่อตั้งโรงงานผลิตอาวุธเพื่อส่งมอบให้แก่เหล่าทหารเยอรมัน ซึ่งเขาได้ช่วยชีวิตชาวยิวกว่า 1,100 คน โดยการติดสินบนให้กับเหล่าทหารเยอรมัน

“การให้” คือการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้กับผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยไม่หวังถึงสิ่งตอบแทน แต่ในฐานะของ “ผู้ให้” สิ่งหนึ่งที่จะได้กลับมาคือ “การเป็นที่รัก”

Oskar Schindler เขาใช้เงินจำนวนมหาศาลติดสินบนให้กับเหล่าทหารเยอรมัน เพื่อให้ชาวยิวที่ถูกกดขี่ เข่นฆ่าในค่ายกักกัน ได้มาอยู่ที่โรงงานผลิตอาวุธของเขา ที่ซึ่งเปรียบเสมือนค่ายลี้ภัยของเหล่าชาวยิว และถึงแม้ว่าท้ายที่สุด ตัวเขาเองกลับต้องล้มละลาย แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เขาพร้อมน้อมรับ และมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำลงไป และสิ่งที่เขาได้รับไปจากชาวยิว รวมถึงคนทั้งโลกคือ “หัวใจ” ของการเป็นผู้ให้

เพราะฉะนั้น Schindler's List จึงไม่ใช่หนังที่ถูกจดจำในฐานะของหนังฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว หนังยอดเยี่ยมของออสการ์ หรือหนังเกียรติคุณของสถาบันใดก็ตาม แต่จะถูกจดจำในฐานะของหนังเชิดชูวีรบุรุษสงคราม
03
Gladiator (2000)
“เกียรติยศ” ตำแหน่งหรือชนชั้นทางสังคม… “

ศักดิ์ศรีอิสรภาพความเป็นคน…

Maximus นายพลผู้กล้าแกร่งแห่งกองทัพโรมัน ที่ถูกจับไปเป็นทาสให้กับ Proximo ซึ่งเป็นผลมาจากแผนช่วงชิงอำนาจของ Commodus โดยเขาถูกสอนให้ต่อสู้อย่างสุดชีวิตในสนามรบตามเมืองต่างๆ

สองบุรุษบนวิถีชีวิต “เดียวกัน” แต่ต่างซึ่ง “ความคิด”...

Maximus ชายผู้เต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรม เขาเป็นนักรบที่มีความซื่อตรง ภักดีต่อผู้เป็นกษัตริย์ ถึงแม้ภายนอกจะดูเป็นคนที่รักความสงบ ไม่ชอบการต่อสู้ฆ่าฟัน แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องทำเพื่อชาติบ้านเมือง เขาก็จะต่อสู้อย่างถวายชีวิต ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีในฐานะนักรบ

Commodus ชายผู้โหยหาความรักจากคนเป็นพ่อ เขารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่คิดว่าพ่อรัก และห่วงใย Maximus มากกว่าตัวเองมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้เขาจึงถูกด้านมืดครอบงำ ก่อเกิดความเกลียดชัง และความริษยา สามารถทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ซึ่งสิ่งที่ตัวเองปรารถนา ไม่ว่าจะผิดชอบชั่วดียังไงตาม

Gladiator นอกจากเป็นหนัง historical epic ที่ช่วยปลุก “พลังใจ” ในการต่อสู้กับ “อุปสรรค” แต่ก็ยังแฝงด้วยแง่คิดที่เกี่ยวข้องกับ “สถาบันครอบครัว” ความผิดพลาดจากการอบรม เลี้ยงดูลูก จนกระทั่งบานปลาย ก่อเกิดเป็นปัญหาใหญ่โต
04
The Green Mile (1999)
“รูปธรรม” สิ่งที่คนเราสามารถมองเห็น และจับต้องได้ ซึ่งกลายเป็น “ค่านิยม” และ “ความเชื่อ” ของคนกลุ่มหนึ่งที่มักตัดสินใครสักคนหนึ่งเพียงแค่ “รูปลักษณ์ภายนอก”

The Green Mile ณ ดินแดนประหาร Paul Edgecomb ผู้ทำหน้าที่ดูแลนักโทษ เขาได้พบกับ John Coffey นักโทษผิวสีร่างยักษ์ ในคดีฆาตกรรมเด็กสาว ถึงแม้ภายนอกอาจจะดูน่ากลัว แต่ทว่านิสัยของเขากลับเป็นคนรักสงบ มีจิตใจอ่อนโยน ชอบช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งนั่นก็ทำให้ John Coffey กลายเป็นที่รักของผู้คน ณ ดินแดนประหารแห่งนี้

เมื่อพูดถึงคน “ผิวสี” ความคิดแรกของใครหลายคนอาจจะนึกถึง อาชญากรรม ยาเสพติด ความรุนแรง รวมไปถึง ทาส หรือ ชนชั้นต่ำทางสังคม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาพลักษณ์ใน “แง่ลบ” และเป็นการ “เหยียดผิว” ด้วยกันทั้งสิ้น ความคิดเหล่านี้กลายเป็น “ค่านิยม” ที่ถูกส่งต่อ อีกทั้งรูปลักษณ์ภายนอกที่อาจดูน่ากลัว ไม่ค่อยเป็นมิตร กลายเป็นการตอกย้ำ “ค่านิยม” จนกลายเป็น “ความเชื่อ” ส่วนบุคคลไปในที่สุด

John Coffey เขาถูกชาวบ้านไปพบในขณะที่กำลังโอบกอบศพของเด็กสองคน ซึ่งก็ไม่แปลกที่เขาจะถูกตราหน้าในทันทีว่าเป็นผู้ก่อเหตุฆาตกรรมเด็กทั้งสอง เพียงเพราะ “สภาพแวดล้อมภายนอก” รวมไปถึง “ค่านิยม” และ “ความเชื่อ” เกี่ยวกับคนผิวสี

อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรตัดสินคนหนึ่งๆ เพียงจากรูปลักษณ์ภายนอก เชื้อชาติ หรืออะไรก็ตามอย่างผิวเผิน แต่เราควรให้โอกาส ใช้เวลาในการศึกษาความคิด ความอ่าน เนื้อแท้ภายในจิตใจของเขา เหมือนอย่าง John Coffey ที่เวลาได้พิสูจน์ตัวตนของเขาให้คนรอบข้างได้เห็นว่าคนจะ “ดี” หรือ “ชั่ว” ไม่อาจตัดสินได้ด้วยเพียง “รูปลักษณ์ภายนอก”
05
Stand By Me (1986)
คนเราสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายได้จาก “เด็ก” รวมไปถึงช่วงเวลาแห่ง “ความเยาว์วัย” ที่เราเคยสูญเสียไป

กลุ่มเด็กสี่คนที่เป็นเพื่อนรักกัน Gordie เด็กที่มีปมเรื่องการยอมรับของพ่อแม่ Chris เด็กเหลือขอในสายตาผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน Teddy เด็กแว่นที่ชอบพูดโอ้อวด และVern เด็กอ้วนจอมขี้ขลาด โดยทั้งสี่ตัดสินใจออกเดินตามหาศพของเด็กที่หายตัวไป เพื่อหวังว่าจะได้เป็นฮีโร่ของหมู่บ้านแห่งนี้

หากมองย้อนกลับไป ความทรงจำที่ถูกจารึกในวัยเด็กของใครหลายคน ที่ช่วงเวลาหนึ่งเราอาจเคยจับกลุ่มเพื่อนฝูง หรือกลุ่มญาติสนิท ร่วมกันออกผจญภัยเข้าป่า ท่องชีวิต หรือทำอะไรที่มันโลดโผน เหมือนอย่างที่เราเคยเห็นในหนัง การ์ตูน หรือรายการทีวีที่เราชื่นชอบ ซึ่งค่อนข้างแน่นอนว่าเด็กส่วนใหญ่ก็คงเคยผ่านประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นเช่นนี้ ทั้งจากโลกความเป็นจริงหรือแม้แต่ในจินตนาการที่ยากจะหยั่งถึง

เราทุกคนในวัยเด็ก คงมีอะไรหลายอย่าง ที่เหมือนกับกลุ่มเด็กสี่คนในหนังเรื่องนี้ ที่มีความอยากรู้ อยากเห็น ชอบตั้งคำถาม รักอิสระ รักการผจญภัยฯ

ท้ายที่สุดการผจญภัยของกลุ่มเด็กสี่คนนี้ พวกเขาได้เรียนรู้ในมิตรภาพ และการเสียสละระหว่างเพื่อนพ้อง รวมไปถึงยังเข้าใจว่าโลกยังมีทั้งด้านดีและไม่ดีให้เราได้พบเจอ และเรียนรู้อีกมากมาย

Stand by Me จึงถือเป็นหนัง coming-of-age ชั้นเยี่ยมที่จะช่วยดึง “ตัวตน” ความทรงจำอันน่าตื่นเต้นในครั้ง “เยาว์วัย” หวนกลับมาอีกครั้ง
06
The Pursuit of Happyness (2006)
“อย่าให้ใครมาบอกว่าลูกทำนั่นทำนี่ไม่ได้ เมื่อลูกมีความฝัน ลูกต้องปกป้องมัน” คำสอนของคนเป็นพ่อที่บอกกับลูกตัวเองเพื่อให้ศรัทธาและซื่อสัตย์ต่อ “ความฝัน”

Chris Gardner หัวหน้าครอบครัว ที่นำเงินไปลุงทุนกับเครื่องสแกนกระดูก แต่เมื่อเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ของเหล่านั้นกลับกลายเป็นสิ่งของฟุ่มเฟือยและขายได้ยาก ครอบครัวต้องประสบปัญหาขัดสนการเงินอย่างหนัก ไม่มีเงินจ่ายค่าที่พัก อีกทั้งยังต้องแยกทางกับภรรยา และตัวเขาเองก็ต้องตระเวนขายของและหางานทำ พร้อมกับตัวลูกชาย

บุคคลที่ประสบความสำเร็จมากมายในโลก มักจะมีวิธีการและเคล็ดลับที่แตกต่างกันไป อย่างของ Mark Zuckerberg “ก้าวให้ไว ไปให้ถึง” และส่วนของ Steve Jobs “อย่าประนีประนอม” เป็นสองประโยคสั้นๆที่เต็มเปี่ยมด้วยความหมายมากมาย และสำหรับ Chris Gardner เคล็ดลับของเขามีเพียงแค่ “ความมุ่งมั่น” และ “ความพยายาม” เป็นสิ่งที่ทุกคนล้วนมีอยู่ในตัว แต่จะมีสักกี่คนที่ดึงสิ่งเหล่านี้ออกมาใช้ ทำทุกอย่างแบบถวายชีวิตเพื่อไปให้ถึงซึ่งความฝัน

นอกจาก “ความมุ่งมั่น” และ “ความพยายาม” การที่เขาเป็นคนมี “ความเฉลียว” รวมไปถึง “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” รู้จักเคารพ มีมิตรไมตรีกับคนรอบข้าง ทำให้เขาเป็นที่รักและได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน กลายเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่พาเขาไปยังฝั่งฝัน ซึ่งอาจเป็นเคล็ดลับเล็กๆที่ใครหลายคนอาจเคยมองข้ามไป
07
Cinderella Man (2005)
“ความสุขในฐานะของคนเป็นพ่อ” คือ การปรารถนาที่จะเห็นลูกเมียอยู่ดีมีสุข กินอิ่ม นอนหลับสบาย หัวเราะ และยิ้มไปด้วยกันอย่างมีความสุข

Jim Braddock ผู้ที่หาเลี้ยงครอบครัวด้วยการรับจ้างชกมวย แต่เมื่อสภาพร่างกายเริ่มทรุดโทรมลง กำปั้นก็ไม่สามารถใช้ในการชกมวยได้อีก รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ครอบครัวกำลังเผชิญกับความยากจนข้นแค้น ต้องหามื้อกินมื้อไปวันๆ และบางครั้งตัวเองก็ต้องอดอาหารเพื่อให้ลูกเมียได้กินอิ่มนอนหลับ

เรื่องราวของ Cinderella Man เป็นสิ่งใกล้ตัวของคนทุกคน ผู้ที่หาเลี้ยงชีวิต หาเลี้ยงครอบครัว ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกับสิ่งที่เรียกว่า “อุปสรรค” จนบางครั้งทำให้เกิดความท้อแท้หมดหวัง อย่างชีวิตของ Jim Braddock ที่ดิ่งลงมาสู่ช่วงตกต่ำ ไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวด้วยงานที่ตัวเองรัก เหนืออื่นใดความเจ็บปวดที่บาดลึกของคนเป็นพ่อคือ การไม่สามารถทำให้ลูกเมียใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้ แต่เมื่อชีวิตยังไม่สิ้นความหวัง อีกทั้งยังมีกำลังใจที่ดีจากคนที่เรารัก ซึ่งนั่นก็เป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการข้ามผ่านอุปสรรคที่ยากลำบากต่างๆไปได้ แม้บางครั้งอาจต้องแลกมาด้วยชีวิตของเราก็ตาม
08
Seabiscuit (2003)
คนบางคนอาจเกิดมาพร้อมกับคำถาม ถึงการมีอยู่ของชีวิต “เราเกิดมาทำไม” หรือ “เราใช้ชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร” คนประเภทนี้จะไม่เคยเห็นคุณค่าในตัวเอง คิดว่าตัวเองมีศักยภาพด้อยกว่าผู้อื่น อย่างสองตัวเอกในเรื่องนี้ จ็อกกี้หนุ่ม “Red Pollard” และ เจ้าม้า “Seabiscuit”

Red Pollard จ็อกกี้รับจ้างตามสนามแข่งม้า ที่ชีวิตมักจะประสบกับความล้มเหลวอยู่บ่อยครั้ง ถูกคนรอบข้างมองว่าเป็นคนไร้ค่า แต่ชีวิตเขาก็เปลี่ยนไปเมื่อได้พบกับ Seabiscuit ม้าขนาดเล็กที่ถูกฝึกมาเพื่อให้พบกับความพ่ายแพ้ สร้างขวัญกำลังใจให้กับม้าตัวอื่น

“โอกาส” เป็นสิ่งสำคัญที่ตัวเอกทั้งสองต้องการได้รับ ซึ่งเมื่อมองตามความเป็นจริง ตัวเอกทั้งสองนั้นมีความสามารถและมีพรสรรค์ในการที่จะเป็นผู้ชนะ มากกว่าการเป็นผู้พ่ายแพ้ แต่ทว่าขาดซึ่งโอกาสในการแสดงศักยภาพ เพียงเพราะความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดย “ความผิดพลาด” ก็เป็นสิ่งที่เกิดได้กับคนทุกคน หากยังมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป ก็ไม่มีใครที่จะสายไปกว่าการได้รับโอกาส

หนึ่งในหนัง underrated ชั้นเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 21 การันตีคุณภาพด้วยการถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ถึง 7 สาขา
09
The Truman Show (1998)
“ชีวิตที่ถูกตีกรอบ” ก็เหมือนกับการถูกคุมคามทางด้านร่างกายและจิตใจ ถูกจำกัดสิทธิ เสรีภาพในชีวิตโดยการมีตัวตนของ “พระเจ้า” ในมุมมองของครอบครัวก็เปรียบได้กับ “พ่อแม่”

รายการ reality ตามติดชีวิตของ Truman Burbank ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่เกิดขึ้นมาในเมืองจำลองขนาดยักษ์ และใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วๆไป จนกระทั่งวันหนึ่งมีกล้องถ่ายทำตัวหนึ่งตกลงมาจากฟ้า หลังจากนั้นเขาก็เริ่มพบเห็นความผิดปกติจากสิ่งต่างๆรอบตัว นำไปสู่การค้นหาความจริงของเรื่องราวทั้งหมด

Christof ก็เหมือนกับ “พ่อแม่” ของ Truman ผู้สร้างโลกสมมติ ตั้งกฎเกณฑ์ ขีดเส้นทางชีวิตไว้ให้คนเป็นลูก จนบางครั้งอาจมองข้ามความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงของคนเป็นลูกไป แต่การกระทำเหล่านี้ในความคิดของคนเป็นพ่อแม่ คือ “การตีกรอบชีวิต” ก็เป็นเหมือนเครื่องป้องกันคนเป็นลูก จากภัยอันตรายหรือสิ่งเลวร้ายต่างๆของโลกภายนอก

Truman ผู้ที่ชีวิตต้องอยู่ในกรอบมาตลอด จนกระทั่งเมื่อรู้ความจริงว่าชีวิตของเขาเป็นแค่เรื่องหลอกลวง ทุกๆอย่างถูกเขียนบทเอาไว้ ด้วยความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ที่ต้องการเสรีภาพ รักความเป็นอิสระ เขาก็ไม่รีรอที่จะออกไปเผชิญโลกกว้าง แต่ทว่าเขาเองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความโหดร้าย การหลอกลวงของโลกภายนอกที่มากมายยิ่งกว่าโลกสมมติที่เขาเคยพบเจอเสียอีก
10
Sideways (2004)
การเดินทางบางครั้งความสำคัญไม่ได้มีเพียงแค่ “ปลายทาง” แต่การได้มองเรื่องราว “ระหว่างทาง” แล้วได้เรียนรู้ เก็บเกี่ยวมาเป็นประสบการณ์ อาจเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

Miles ชายผู้ล้มเหลวในชีวิต ทั้งด้านการงานและชีวิตครอบครัว กับ Jack เพื่อนสนิทที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ และนิสัยส่วนตัวตรงข้ามกับ Miles โดยทั้งสองตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยง ออกเดินทางไปชิมไวน์ตามแหล่งชนบท

คนสองคนที่มีหลายสิ่ง “แตกต่าง” กันอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งสองก็สามารถเป็น “เพื่อน” ที่ดีต่อกัน ด้วยสายใยแห่ง “มิตรภาพ” ที่เชื่อมโยงทั้งสองไว้ด้วยกัน

Mile ชายที่ต้องพบกับความผิดหวัง ความล้มเหลวของชีวิตในทุกๆด้าน เขายังคงจมปลักกับความเจ็บปวดในอดีตความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับภรรยา รวมไปถึงความฝันที่อยากจะเป็นนักเขียนที่ไม่เป็นดั่งใจหวัง Jack ชายที่เส้นชีวิตเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ต้องผจญกับอุปสรรคหนักหนา มีฐานะการงานมั่นคง มีภรรยาในอนาคตที่น่ารัก

“การเดินทาง” ในครั้งนี้ ทำให้ทั้งสองได้เรียนรู้ความหมายของ “ชีวิต” ได้เข้าใจ และตระหนักถึง “ตัวตนของตัวเอง”

หนัง road movie ที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต ความเป็นปัจเจกชนออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ การันตีด้วยบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมของออสการ์
11
Up in the Air (2009)
คุณสุขที่แท้จริงในชีวิตคืออะไร? เงินทอง ลาภยศ คนรัก...

Ryan Bingham นักจิตวิทยาของบริษัท ที่เชี่ยวชาญเรื่องการจัดสรรบุคลากร เขามีความสุขอยู่กับชีวิตที่ไม่มีพันธะและสนุกสนานไปกับการเดินทางที่ไม่หยุดนิ่ง จนกระทั่งเขาได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่ง Alex Goran ที่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต

ความสัมพันธ์ในมุมมองของ Ryan Bingham เป็นส่วนที่หนักที่สุดของชีวิต เปรียบกับการแบกกระเป๋าที่ต้องใส่อะไรลงไปมากมาย เขาเลยมองว่าความสัมพันธ์เป็นส่วนที่ไม่จำเป็นต้องแบก หรือใส่เอาไว้ให้เป็นภาระ…

การที่เขาเลือกจะไม่มีความสัมพันธ์กับใครเลย ซึ่งอาจเป็นเพราะ “ความกลัว” เขาได้มองเห็นด้านมืดของความสัมพันธ์ สถาบันครอบครัวที่ล้มเหลว และหากไปผูกพันกับใครอย่างลึกซึ้ง แต่เมื่อใดที่ความสัมพันธ์นั้นต้องจบลง ผลลัพธ์ที่ตามมาจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่เขาเองก็ไม่อาจจะรับไหว หรืออีกนัยหนึ่ง ด้วยการงานอาชีพที่เขาทำอยู่ ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่มีเวลาผูกสัมพันธ์กับใคร

เมื่อถึงจุดๆหนึ่งของชีวิตสิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปจะเริ่มตระหนัก คือการเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ และการมีคนรัก อย่างตัวเอกของหนังเรื่องนี้ ที่ได้ตระหนักว่า… “การประสบความสำเร็จ มีงานทำดีๆ มีเงินทองมากมาย บางครั้งก็อาจไม่ใช่ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่การมีใครสักคนที่คอยอยู่เคียงข้าง ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปจนแก่เฒ่าอาจเป็นความสุขที่แท้จริงของชีวิต”
12
The Perks of Being a Wallflower (2012)
บางครั้งการรักใครสักคน ไม่อาจตัดสินใจได้ด้วยเพียงแค่ “ความรู้สึก” แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐาน “ความเป็นจริง” ด้วยเช่นกัน เหมือนดั่งประโยคที่ Charlie ตัวเอกของเรื่อง บอกกับเพื่อนสนิทที่เขาตกหลุมรักว่า “เรามักจะรัก คนที่เราคิดว่าคู่ควร”

Charlie เด็กหนุ่มขี้อายไร้เดียงสา ที่ชอบเก็บตัว อยู่อย่างโดดเดี่ยว เมื่อเข้าสู่ชีวิต high school เขาก็ได้พบกับรุ่นพี่สองคน Sam และPatrick ที่ทำให้เขากลับมามีชีวิตชีวา เหมือนเพื่อนคนอื่นในวัยเดียวกัน

Charlie ต้องประสบกับอาการของโรคซึมเศร้า เขาปลีกตัวออกจากสังคม ไม่มีเพื่อนสนิทนอกจากคนในครอบครัวด้วยกัน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการให้เกิดขึ้น แต่เพราะการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักซึ่งก็คือ ป้า Helen กลายเป็นบาดแผลที่ฝังลึกลงในจิตใจ ทำให้เป็นคนแปลกแยกในสังคม

จนกระทั่งเขาได้พบกับรุ่นพี่สองคน ที่ต่างก็เคยพบเจอเรื่องเลวร้ายในชีวิตมาเช่นกัน ทั้งสองเข้าใจในสิ่งที่ Charlie กำลังเผชิญอยู่ และการมี “เพื่อน” ทำให้เขากล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง ทั้งสามคนคอยช่วยเหลือ ให้คำแนะนำซึ่งกันและกัน เกิดเป็น “ความผูกพันธุ์” ในฐานะของเพื่อน และสำหรับ Charlie เขาก็ได้เรียนรู้และได้รับการเติมเต็มความรักจาก Sam ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยขาดหายไปจากชีวิต
13
The Terminal (2004)
“คนที่มองโลกในแง่ดี” มีน้ำใจให้กับผู้อื่น มักเป็นที่รักของคนรอบข้างและมีที่ยืนในสังคมเสมอ ไม่ว่าจะตกทุกข์ได้ยากยังไงก็ตาม

Viktor Navorski ชายผู้ออกเดินทางจากประเทศบ้านเกิด Cracrotia เพื่อมาทำภารกิจอย่างหนึ่งใน New York โดยระหว่างนั้นประเทศบ้านเกิดของเขาเกิดปัญหาทางการเมือง ทำให้พาสปอร์ตของเขาถูกระงับ และต้องติดอยู่ที่ Terminal

การมองโลกในแง่ดีของ Viktor Navorski ทำให้เขาสามารถมองเห็น “โอกาส” ที่แฝงตัวอยู่ในวิกฤตต่างๆได้ อย่างที่เขาต้องติดอยู่ที่ Terminal ณ ตอนนั้นเขาไม่มีเงินติดตัว แต่มันก็ย่อมมีทางออกเสมอสำหรับคนที่มองโลกในแง่ดี

เขาได้นำรถเข็นที่ถูกจอดทิ้งไว้ไปคืนยังจุดให้บริการ เพื่อนำเงินค่ามัดจำเล็กๆน้อยๆที่ได้ในแต่ละครั้งมาซื้ออาหารประทังชีวิตในแต่ละวัน…จนเมื่อเวลาผ่านไปด้วยความบุคลิกที่เป็นคนใสซื่อ มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนอื่น ทำให้เขากลายเป็นที่รัก เป็นขวัญใจของคนในสนามบิน และก่อเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า “มิตรภาพ”

เป็นหนัง based on true story สำหรับคนที่มองโลกในแง่ดีอย่าง Viktor Navorski ตัวหนังมอบอารมณ์ feel good อบอุ่น เบาสบายในสไตล์ของ Steven Spielberg
14
Cast Away (2000)
หากคุณหมด “ความหวัง” คุณก็จะไม่มีทางได้พบกับ “แสงสว่าง” ที่รออยู่เบื้องหน้า

Chuck Noland นักวิศวกรควบคุมระบบของ FedEx ที่ประสบกับอุบัติเหตุเครื่องบินตกระหว่างการทำงาน ตัวเขาถูกน้ำพัดพาและไปติดอยู่บนเกาะร้างแห่งหนึ่งอย่างโดดเดี่ยว มีเพียงลูกวอลเล่ย์บอลที่เปรียบเหมือนเพื่อนร่วมชะตาชีวิต

สภาพแวดล้อมที่ว่างเปล่า มีเพียงต้นไม้ เม็ดทราย พื้นผิวน้ำทะเล ไร้ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ เมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เช่นนี้ มนุษย์เราย่อมต้องมี “ความเหงา” อย่างตัวเอกของเรื่อง เขามองโลกในแง่ดีว่า ตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียวตามลำพัง ยังมีลูกวอลเล่ย์บอล ที่เป็นเพื่อนคุย เพื่อนคิด ช่วยต่อสู้กับความรู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้างที่คืบคลานเข้ามากัดกินจิตใจ และการมี “ความหวัง” เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยต่อลมหายใจของชีวิต ในทุกๆวันเขาเฝ้ามองไปยังท้องทะเลอันเวิ้งว้าง หวังว่าจะมีเรือสักลำแล่นผ่านมา ช่วยฉุดขึ้นมาจากชีวิตอันเดียวดาย ถึงแม้จะรู้ดีว่ามันคงเป็นไปได้ยากก็ตาม

“ความหวัง” คงไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ชีวิตของเขาก้าวเดินต่อไปได้หากปราศจากซึ่ง “ความรัก” ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เวลาที่รู้สึกท้อแท้ หมดสิ้นหนทาง ล็อคเก็ตห้อยคอเก่าๆที่ใส่รูปคนรักเอาไว้จะเป็นเครื่องคอยย้ำเตือนว่า ยังมีคนที่รักคอยห่วงใย เฝ้ารอการกลับมาอยู่นั้น จะกลายเป็นพลังใจอย่างแรงกล้าให้เขาสามารถลุกขึ้นสู้ และใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างมีความหมาย
15
Toy Story 3 (2010)
“ของเล่น” เพื่อนแก้เหงาในวัยเด็ก ที่อดทน ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำในชีวิต

Andy ในวัย 17 ปี กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงชีวิตของมหาลัย ซึ่งเขาเองก็เข้าใจดีว่าของเล่นสำหรับเด็กมันคงไม่เหมาะกับวัยอย่างเขา แต่เพราะความทรงจำอันตราตรึงกับ Woody และเหล่าผองเพื่อน ด้วยเหตุนี้เขาจะตัดสินใจทิ้ง บริจาคพวกมัน หรือเลือกที่จะเก็บเอาไว้ในห้องใต้หลังคา

“เวลาเปลี่ยน” อะไรหลายอย่างก็มักจะเปลี่ยนแปลงตาม แต่สำหรับ Woody และเพื่อนๆ เวลาไม่เคยทำให้อะไรเปลี่ยน โดยเฉพาะความรักที่มีต่อเจ้าของอย่าง Andy เวลาของพวก Woody เหมือนหยุดนิ่งไปกับช่วงเวลาแห่งความสุข ความสนุกสนานกับเจ้าของพวกมัน แต่สำหรับ Andy ด้วยวัยของเขาที่โตขึ้น เขาจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไป แล้วทำได้เพียงแค่เก็บพวกของเล่นไว้ในส่วนลึกๆของความทรงจำ

Toy Story 3 เป็นการทิ้งช่วงจากภาคสองกว่า 10 ปี ตัวหนังมีการเติบโต มีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าสองภาคก่อน ซึ่งก็แน่นอนว่ายังเต็มไปด้วยความสนุก ความซาบซึ้ง และเป็นการปิดกล่องแห่งความทรงจำที่สมบูรณ์แบบ